Bill Gate ตอน 3

September 4th, 2010 by russel No comments »


Bill Gate ตอน 3 :ช่วงก่อตั้งธุรกิจ

การก่อตั้งธุรกิจ

กำเนิดไมโครซอฟท์

เพื่อการเจรจาข้อตกลงกับเอ็มไอทีเอสได้สะดวกมากขึ้น ในเดือนกรกฎาคม 1975 เกตส์และอัลเลนได้ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “ไมโครซอฟท์ (Microsoft)” ซึ่งหมายความถึงซอฟต์แวร์สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ และนี่ถือเป็นจุดกำเนิดของไมโครซอฟท์

ช่วงระหว่างปีการศึกษา 1975 ถึงปี 1976 เกตส์ได้กลับไปเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ด แต่ภายในใจของเขาไม่มีเรื่องของตำรากฎหมายอีกต่อไปแล้ว ใน 2-3 เดือนต่อมาเขาเดินทางกลับมาทำงานที่
เอ็มไอทีเอส และสิ่งที่เขาคิดในตอนนั้นก็คือ จะทำอย่างไรจึงจะสามารถขยายธุรกิจไมโครซอฟท์ออกไปให้ยิ่งใหญ่ได้ เพื่อที่จะทำเช่นนั้น เขาจะต้องติดต่อกับบริษัทผู้สร้างไมโครคอมพิวเตอร์รายอื่น ๆ เพื่อขายสิ่งที่เขาและอัลเลนร่วมกันสร้างขึ้นมา

 

ปีแรกของไมโครซอฟท์

ระหว่างที่เขายังคงรักษาสภาพการเป็นนักศึกษาที่ฮาร์วาร์ด เกตส์กลายเป็นนักพูดเกี่ยวกับไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกันเขาได้พัฒนาทักษะใน
การดำเนินธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น เกตส์ค้นพบในไม่ช้าว่า ขณะที่อัลเลนยังคงทำงานอยู่ที่เอ็มไอทีเอส เขาเพียงคนเดียวจะไม่สามารถผลักดันไมโครซอฟท์ให้เดินรุดหน้าต่อไปได้ดีเท่าที่ควร เขาจึงเริ่มมองหาผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานด้านการเขียนโปรแกรมของเขาได้

เดือนเมษายน 1976 มาร์ค แมคโดนัลด์ อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนเลคไซด์ กลายมาเป็นพนักงานคนแรกของไมโครซอฟท์ ในเดือนต่อมา ริค เวย์แลนด์ อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเกตส์อีกเช่นเคย ได้กลายมาเป็นพนักงานคนที่สองของไมโครซอฟท์ เนื่องจากไมโครซอฟท์ยังไม่มีสำนักงาน ทั้งสองคนจึงต้องทำงานที่อพาร์ทเมนท์ของตนเอง โดยเกตส์จะเป็นผู้ตรวจสอบโปรแกรมที่ทั้งสองเขียนมาทั้งหมด

สิงหาคม 1976 เกตส์จ้างพนักงานอีก 2 คนคือ อัลเบิร์ต ชู และสตีฟ วู๊ด ถึงตอนนี้เมื่อรวมเกตส์และอัลเลน ไมโครซอฟท์จะมีพนักงานทั้งสิ้น 6 คนแล้ว และถึงเวลาที่ควรจะมีสำนักงานเป็นของตนเองเสียที โดยการเช่าสำนักงานแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอัลบูเคอร์คิวซึ่งมีห้องทั้งหมด
4 ห้อง เป็นสำนักงานแห่งแรกของไมโครซอฟท์

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1976 ชีวิตการเป็นนักศึกษาของเกตส์ก็สิ้นสุดลง เขาพบว่าเขาไม่สามารถที่จะเรียนและบริหารไมโครซอฟท์ไปพร้อม ๆ กันได้ และเขาเลือกไมโครซอฟท์ ในเดือนพฤศจิกายน 1976 อัลเลนได้ลาออกจากเอ็มไอทีเอสเพื่อมาช่วยเกตส์ทำงานที่ไมโครซอฟท์เต็มเวลา โดยเด็กหนุ่มทั้ง 6 คนได้อุทิศเวลาให้กับการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำอย่างไม่สามารถที่จะนับเป็นชั่วโมงการทำงานได้

…บัดนี้ไมโครซอฟท์พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตซึ่งรอคอยพวกเขาอยู่…

อย่างไรก็ตามจะลืม มิเรียม ลูโบว์ เสียไม่ได้ ตอนนั้นเธออายุ 42 ปีและเป็นคุณแม่ลูก 4 เธอเป็นเลขาคนแรกของไมโครซอฟท์ที่มีหน้าที่ดูแลงานด้านเอกสารต่าง ๆ ของไมโครซอฟท์ในตอนนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการเงินเดือน การทำบัญชี การจัดซื้อ การดูแลคำสั่งซื้อของลูกค้า ฯลฯ เธอจะคอยดูแลพนักงานของไมโครซอฟท์ทุกคนเหมือนลูก ให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างสบายที่สุด เพื่อที่จะมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมารบกวนสมาธิของพวกเขาได้ ซึ่งงานทั้งหมดที่ลูโบว์ทำนั้นได้กลายมาเป็นแผนกหลายแผนกของไมโครซอฟท์ในเวลาต่อมา

 

กลับสู่วอชิงตัน

ต้นปี 1978 ไมโครซอฟท์เปิดตัวเบสิกเวอร์ชันที่ 5 ซึ่งยังคงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ถึงสิ้นปีนั้น รายได้ของไมโครซอฟท์ขึ้นสู่ระดับล้านเหรียญสหรัฐ ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของปีที่ผ่านมา มีพนักงานทั้งสิ้น 13 คน เกตส์และอัลเลนแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนในการบริหาร โดยอัลเลนดูแลด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ส่วนเกตส์ดูแลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างไมโครซอฟท์กับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ รวมทั้งงานประจำวันในบริษัท

สิ่งที่เกตส์เป็นห่วงคือ การที่ไมโครซอฟท์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องการผู้ร่วมงานที่มีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น ซึ่งเมืองอย่างอัลบูเคอร์คิวนั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาในเรื่องนี้ได้ ทำให้เกตส์และอัลเลนตัดสินใจที่จะย้ายสำนักงานกลับมาที่วอชิงตัน ซึ่งที่นี่ปรัชญาอย่างหนึ่งของไมโครซอฟท์ในการเลือกพนักงานเข้ามาร่วมงานได้เกิดขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ

“คนที่มีใจรักและมีความสามารถเป็นพิเศษในการเขียนและพัฒนาโปรแกรม โดยไม่เห็นความจำเป็นของการมีปริญญาพ่วงท้าย คุณสมบัติต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากมหาวิทยาลัยไม่สำคัญเท่ากับความกระตือรือร้นในการทำงาน และความสามารถในการเขียนโปรแกรมของคน ๆ นั้น”

ในปี 1978 เกตส์และคนของไมโครซอฟท์ทุกคนมีความสุขอยู่กับการครอบครองตลาดโปรแกรมภาษาเครื่องสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีคู่แข่งขัน ในตลาดไมโครคอมพิวเตอร์ขณะนั้น นอกเหนือจากมีการออกแบบสถาปัตยกรรมและระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันแล้ว ภาษาเบสิกของไมโครซอฟท์กำลังกลายเป็นมาตรฐานของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องไปเสียแล้ว

ในเดือนมีนาคม 1980 สตีฟ บอลล์เมอร์ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของเกตส์ได้เข้ามาร่วมงานกับไมโครซอฟท์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และกลายมาเป็นกำลังสำคัญที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลาต่อมา

Popularity: 1%





ฮาร์วาร์ด เชื่อมความร่วมมือระหว่างคณะ

September 4th, 2010 by russel No comments »



ฮาร์วาร์ด เชื่อมความร่วมมือระหว่างคณะ
วันที่ : 13 สิงหาคม 2552 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : การศึกษาอัพเกรด

ศ.ดร เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ต่างมีการขยายและเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ อย่างมาก ตัวอย่างหนึ่ง คือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ที่ถูกจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกัน 4 ปี ซ้อน โดยการจัดอันดับของนิตยสารไทม์ ฮาร์วาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีบุคลากรกว่า 12,000 คน มี 9 คณะ แบ่งเป็น 11 โรงเรียน และ มี10 สำนักงาน โดยแต่ละสำนักงานแยกเป็นส่วนงานย่อยอีกเป็นจำนวนมาก โดยลงลึกเจาะจงในศาสตร์สาขาต่าง ๆ มากขึ้น แต่ละคณะและโรงเรียนส่วนใหญ่ มีการดำเนินงานแบบแทบจะเบ็ดเสร็จในตัวเอง มีการพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยที่ลงลึกเจาะจงในแต่ละศาสตร์และสาขา จนแทบจะทำให้การดำเนินงานของแต่ละคณะและโรงเรียนแยกส่วนออกจากกัน สิ่งเหล่านี้ เรียกร้องให้ฮาร์วาร์ดเร่งหามาตรการและวิธีการตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว แนวทางหนึ่งที่ฮาร์วาร์ดมีแนวคิดและเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรม คือ การสร้างความร่วมมือกันระหว่างคณะและส่วนงานต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการบริหารจัดการ และการใช้ทรัพยากร และเพื่อรองรับการขยายตัวของปัญหาที่นับวันจะซับซ้อนมากขึ้น เนื่องด้วยเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลากหลายศาสตร์สาขาวิชา ในขณะที่ปัญหาและความต้องการบางอย่างต้องการทางออกที่เฉพาะเจาะจง โดยฮาร์วาร์ดได้ กำหนดมาตรการและแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างคณะและส่วนงานต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบ อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างคณะ ฮาร์วาร์ดได้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานร่วมกันระหว่างคณะ หรือที่เรียกว่า คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (The Harvard University Science and Engineering Committee; HUSEC) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้อำนวยการและผู้นำคณะจากทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย ได้แก่ โรงเรียนแพทย์ศาสตร์ โรงเรียนวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เชิงประยุกต์ คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ด โรงเรียนสาธารณสุขศาสตร์ และส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนการแสวงหาแนวทางพัฒนางานวิจัยและจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผลจากการประชุมของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ก่อให้เกิดแผนงานและการจัดตั้งคณะทำงานระหว่างคณะร่วมกันในเวลาต่อมาอีกหลายคณะ การจัดตั้งงบประมาณดำเนินงานความร่วมมือระหว่างคณะ เป็นความร่วมมือที่จัดทำผ่านสำนักงานที่เรียกว่า The Provost’s Office ซึ่งเป็นหน่วยงานโดยเฉพาะที่ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านความร่วมมือกันระหว่างคณะต่าง ๆ ในฮาร์วาร์ด ภายใต้การบริหารงานกองทุนที่เรียกว่า The Provost’s Fund for Interfaculty Collaboration (PEIC) ซึ่งเป็นกองทุนสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มคนที่ทำงานข้ามคณะ ทั้งนี้ ต้องเป็นโครงการความร่วมมือที่ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะหรือหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัด เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 คณะขึ้นไป โดยสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกได้ โดยผู้ที่ต้องการสามารถยื่นใบสมัครได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งจดหมายรับรองจากผู้บริหารคณะ สำหรับเงินทุนที่ได้รับจะเป็นเงินทุนในรายปีประมาณ 25,000 เหรียญ เงินทุนนี้จะไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเป็นการสนับสนุนเงินงบประมาณเริ่มต้น มากกว่าการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งโครงการ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินทุนสนับสนุนดังกล่าวต่อเนื่อง หากมีการแสดงความคืบหน้าและประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการความร่วมมือดังกล่าว การกำหนดประเด็นศึกษาและวิจัย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน ซึ่งทำให้แนวทางการเรียนการสอนและการทำวิจัยในมหาวิทยาลัย สามารถตอบสนองต่อประเด็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้ โดยฮาร์วาร์ดสนใจและให้ความสำคัญที่จะสร้างความร่วมมือในการศึกษาและวิจัยระหว่างคณะ ในประเด็นเกี่ยวกับอิสลามศึกษาในกลุ่มประเทศแถบตะวันตก การเจรจาต่อรอง ความเท่าเทียมทางเพศ วิทยาศาสตร์สังคมเชิงปริมาณ ศาสนา การสาธารณสุขเชิงบุคล เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม และชีวศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ ฯลฯ โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุน ตัวอย่าง แนวทางบริหารงาน ด้วยการสร้างความร่วมมือระหว่างคณะตามแบบฉบับของฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารงานอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นตัวแบบหนึ่ง ที่น่าสนใจ ซึ่งมหาวิทยาลัยไทยควรพิจารณา และอาจนำไปประยุกต์ใช้ ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมาก เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีหลากหลายคณะ (Comprehensive University) โดยส่วนใหญ่แล้วแต่ละคณะ มีอำนาจบริหารจัดการที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากกัน ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างคณะไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ทั้งที่บางประเด็นจำเป็นต้องเป็นการร่วมมือระหว่างคณะ เพื่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น และเพื่อการสร้างและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ดังนั้นการพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะ จึงเป็นแนวโน้มการบริหารมหาวิทยาลัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยอาจเริ่มจากการประเมินความจำเป็นและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือข้ามคณะ การกำหนดประเด็นที่จำเป็นต้องบูรณาการข้ามศาสตร์ โดยอาจเริ่มจากความร่วมมือในศาสตร์สาขาที่เป็นจุดแกร่งของมหาวิทยาลัย หรือประเด็นที่เป็นความต้องการของสังคมหรือภาคอุตสาหกรรมไทย อีกทั้งควรกำหนดแนวทางจูงใจและกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือระหว่างคณะ ทั้งที่เป็นการริเริ่มจาก “บนลงล่าง” และจาก ”ล่างขึ้นบน” โดยจุดสำคัญในการขับเคลื่อนคือ มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเป็นระบบ ซึ่งอาจเริ่มจากโครงการความร่วมมือที่มีส่วนหารายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และเป็นตัวแบบขยายสู่โครงการความร่วมมืออื่น ๆ เป็นต้น


Popularity: 1%





Bill Gate ตอน 2

September 3rd, 2010 by russel No comments »


Bill Gate ตอน 2 : ก่อนก่อตั้งธุรกิจ

ก่อนการก่อตั้งธุรกิจ

อัลเลนยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเกตส์อย่างสม่ำเสมอ ทั้งสองพูดคุยกันถึงโอกาสที่จะสร้างบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ของตนเอง และพยายามมองหาโอกาสนั้นอย่างจริงจัง

ในปี 1974 อินเทลเปิดตัวไมโครโพรเซสเซอร์รุ่น 8080 ซึ่งมีความสามารถมากกว่ารุ่น 4004 และ 8008 ที่ผ่านมา มันทรงพลังกว่าชิปรุ่น 8008 ถึง 10 เท่า และมีขนาดใหญ่กว่าไม่มากนัก แต่บรรจุทรานซิสเตอร์เอาไว้ถึง 2,700 ตัว ครั้งนี้อินเทลเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของชิปของตนอย่างเต็มที่และต้องการที่จะขยายตลาดออกไปในวงกว้าง หลังจากที่ทั้งสองได้ศึกษาคู่มือของมันโดยละเอียด จึงได้เล็งเห็นว่าดิจิตอลไม่มีทางขายเครื่อง PDP-8 ได้อีกต่อไป เพราะถ้าชิปขนาดเล็กอย่าง 8080 มีความสามารถมากขนาดนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ก็ไม่มีทางที่จะแข่งขันได้ และพวกเขาจะต้องสร้างภาษาเบสิกสำหรับชิป 8080 ซึ่งอัลเลนเชื่อว่าจะเป็นกุญแจที่นำพวกเขาทั้งสองไปสู่
ความสำเร็จ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องรอคอยคือ เครื่องคอมพิวเตอรที่ใช้ชิป 8080 ในการทำงาน

เดือนธันวาคม 1974 สิ่งที่เขาทั้งสองกำลังรอคอยก็มาถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าเครื่องปิ้งขนมปัง ชื่อว่า “อัลแตร์ 8800 (ALTAIR 8800)” ซึ่งเอ็ด โรเบิร์ต และบริษัทของเขาชื่อ
เอ็มไอทีเอสเป็นผู้สร้างขึ้นมา ทั้งเกตส์และอัลเลนรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่สำคัญมากเพียงใดและต้องทำทุกวิถีทางที่จะต้องชิงโอกาสนี้มาให้ได้ ทั้งสองพยายามติดต่อไปที่โรเบิร์ต และการเจรจาในการเอาโปรแกรมภาษาเบสิกที่ทั้งสองพัฒนาขึ้นสำหรับอัลแตร์ไปใส่ไว้ในเครื่องก็เป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่งอัลเลนได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมงานกับทางเอ็มไอทีเอสในตำแหน่งซอฟต์แวร์ไดเร็กเตอร์ เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สำหรับอัลแตร์ในเดือนพฤษภาคม 1975 ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุ 22 ปี

Popularity: 1%