Archive for the ‘แผนธุรกิจ-กลยุทธ์’ category

MLM หลักการของ Tree Diagram

September 2nd, 2010


MLM หลักการของ Tree Diagram

 

            สำหรับบุคคลหลายคนที่ไม่เข้ามาสู่ธุรกิจ MLM มีเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง คือ ไม่ค่อยรู้จักใคร  ไม่รู้จะไปขายใคร  เลยคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม    คำถามนี้  ผมได้ถามเพื่อนของผมว่า  เขาคิดอย่างไร?  ซึ่งเพื่อนของผมอธิบายว่า  เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคนเยอะๆ ก็ได้ เพราะว่า เราใช้หลัก Tree Diagram ซึ่งหัวใจของมัน ก็คือ เราใช้คนรู้จักของคนรู้จักเป็นตัวขยาย ฐานลูกค้าออกไปได้เรื่อยๆ ประมาณนี้ คือ  คน 1 คนมักมีเพื่อนประมาณ 5-6 คน  เริ่มต้นที่ตัวเรา  (สมมติ เรามีเพื่อน A1-A6)

 

ตัวเรา

A1

A2

A3

A4

A5

A6

 

สมมติ A3 ซื้อสินค้าของเรา เราก็อาศัย A3 ช่วยเป็นทั้งลูกค้า และ คนขายให้  หรือเป็นคนแนะนำให้เราก็ได้ โดยที่ A3 ก็จะมีเพื่อนสนิทประมาณ 5-6 คน เช่นกัน  (สมมติ เป็น B1-B6)

 

A3

B1

B2

B3

B4

B5

B6

 

หากเราคิดแบบนี้ และลงมือ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ  ลูกค้าจะมากขึ้นจนเราดูแลไม่ไหวเลยทีเดียว  ปัญหาที่สำคัญกว่า  การไม่มีเพื่อนก็คือ   ปัญหา 3 A  มากกว่า   ซึ่ง 3A คือ Atmosphere , Attitude , Action

 

Atmosphere คือ  บรรยากาศ   ซึ่ง คนที่ขาย เลือก บรรยากาศ  หรือ เลือกจังหวะ ขายไม่เป็น ทำให้คนปิดกั้น เลยขายไม่ได้

 

Attitude คือ ทัศนคติ   ซึ่ง คนที่ขาย ยังไม่มีความมั่นใจในสินค้า ยังไม่เชื่อมั่นในบริษัท และที่แย่กว่านั้น คือ ไม่เชื่อมั่นตัวเอง ทำให้ไม่กล้าที่จะลงมือทำ

 

Action คือ  การลงมือ  ซึ่ง ปัญหาของคนที่ขายไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่ คือ ขาดความกล้า กลัวไปทุกสิ่งทุกอย่าง คิดอะไรเลยเถิดไปไกล จนไม่กล้าลงมือ  ซึ่งจริงๆ ลองลงมือทำเลย  จะได้รู้ว่า สิ่งที่เรากลัวสารพัด มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด ตัดใจลงมือทำเลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  ถ้าหากตัดใจได้  ลูกค้าไม่ต้องกังวล เพราะมันมีมาก ตามหลัก Tree Diagram ครับ ….

Popularity: 1%





5 Why(สืบกลับย้อนอดีต) + 6 IF( พยากรณ์อนาคต) = ?

September 1st, 2010


หลายปี มาแล้ว ผมได้อ่านหนังสือ ที่ชื่อว่า ซัมซุงมหาอำนาจอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะสะท้อนแนวคิดของ ลีกอนฮี มีอยู่บทหนึ่ง ผมอ่านแล้วสะดุด ซึ่งในบทนี้ คุณ ลีกอนฮี ได้เขียนไว้ว่า ตัวเขานั้นหากจะทำอะไรแล้ว จะถามกับตัวเองเสมอว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้ว….จะเป็นอย่างไร ? ,ถ้า….อย่างโน้น อย่างนี้ แล้วจะทำอย่างไร? ซึ่ง คุณลี เขาจะถาม IF อย่างน้อย 6 IF ในหนึ่งเรื่อง เพื่อที่จะได้ป้องกันการเกิด สิ่งที่ไม่คาดฝันในอนาคต เพื่อที่จะได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อนนั่นเอง

สิ่งที่ทำให้ผมสะดุด ก็เพราะว่า ผมถูกสอนให้ทำ แต่ 5Why เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่คนที่เขาเก่งๆ เขาจะมองอนาคตเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเตรียมรับมือตั้งแต่ยังไม่เกิดขึ้น นี่คือความต่างชั้น ของระดับฝีมือ ทำให้ผมรู้ว่า ตัวเองนั้นยังห่างไกลกับคนเก่งๆยิ่งนัก

ปัจจุบัน เราจะพบว่า ในบริษัท หนึ่งๆ เราอาจพบคนที่เรียนจบ ดอกเตอร์ จบปริญญาโท กันมากมายเลย แล้วใครล่ะที่เราจะยอมรับว่าเก่ง สำหรับผมแล้ว ผมตัดสินใจ ยอมรับ คนเก่งจาก ความสามารถในการพยากรณ์ อนาคต….และวันนี้ ผมขอยกตัวอย่าง คนเก่งในอดีตกาล กุนซือ คนโปรดของผม โดยขอนำผลงานของคุณ วัชรินทร์ ป๊อกแก้ว มานำเสนอครับ…

กุยแก ผู้ช่วยมือขวาของโจโฉ
วัชรินทร์ ป๊อกแก้ว
4202280

ในบรรดานักวางแผนทั้งหลายของโจโฉนั้น กุยแกเป็นคนหนุ่มที่สุด แต่วางแผนได้อย่าง น่าอัศจรรย์ โจโฉจึงให้ความสำคัญกับเขามาก ยกย่องให้เป็น “ผู้ช่วยมือขวา” เขาได้ใช้สติปัญญาและแผนการสร้างคุณูปการอย่างสำคัญให้แก่การขยายอิทธิพลโจโฉและการรวมจีนภาคเหนือเข้าเป็นปึกแผ่น และยังมีการ “ผลงาน” ความสำเร็จทางด้านศิลปะการต่อสู้ทางการทหารและการเมืองไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เป็นกระจกเงา เป็นไข่มุกแห่งปัญญาที่มีอยู่ในคลังแห่งภูมิปัญญาตะวันออกอีกเม็ดหนึ่ง

1. ผลงานของกุยแก “ผละจากอ้วนเสี้ยว”

พ.ศ. 713-750 ซึ่งเป็นช่วงปลายสมัยแผ่นดินราชวงศ์ฮั่นที่บ้านเมืองวุ่นวายระสำระสาย กุยแกมีความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่มาตั้งเด็ก มีความรู้มาก และได้แอบคบหากับคนดีมีฝีมือ เพื่อรอคอยโอกาสที่จะมาถึง จึงคบหากันบ้าง เขาก็มองออกว่าอ้วนเสี้ยวดูภายนอกเข้มแข็งเกรียงไกรมีชื่อเสียงโด่งดัง และมองเห็นจุดอ่อนของอ้วนเสี้ยวที่จะนำไปสู่ความหายนะ จึงได้พูดกัยซินผิงและกวอถูกสองนักวางแผนและที่ปรึกษาของอ้วนเสี้ยวว่า “ผู้มีปัญญาสุขุมในการประเมินผู้เป็นนาย จึงจะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง
กุยแกคาดการณ์ไว้ได้ถูกต้อง อ้วนเสี้ยวมีแต่ท่าทีให้เกียรติแก่คนดีมีปัญญาและชื่อเสียงจอมปลอม แต่ไม่สามารถให้คนเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง ไม่กุมเรื่องใหญ่ ชอบแต่แผนอุบายเล็กๆ น้อยๆ คนเช่นนี้ย่อมไม่อาจแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่จะกอบกู้แผ่นดินให้พ้นความหายนะ กุยแกผู้มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่เลือกเขาเป็นนายแน่

2. เห็นเหตุแห่งชัยชนะสิบประการ

เวลานั้น อ้วนเสี้ยวปราบปรามกองซุนจ้านลงได้ และได้ผนวกเอาเมืองทั้งสิ่งเข้าด้วยกัน จนมีกำลังทหารแสนคนเศษ และกำลังจะกรีธาทัพบุกเมืองฮูโต๋ โจโฉอยากยกทัพออกต่อต้าน แต่ก็ลังเลใจและหวาดกลัว จึงได้ขอคำแนะนำจากกุยแกว่า
เขาได้แจกแจงวิเคราะห์ลงไปว่า “อ้วนเสี้ยวมีลางพ่ายสิบประการแต่ท่านมีเหตุแห่งชายชนะสิบประการ แม้เขาจะมีกำลังทหารมาก ก็ทำอะไรไม่ได้” ซึ่งลางพ่ายสิบประการและเหตุแห่งชัยชนะสิบประการก็คือ
“อ้วนเสี้ยวจะแต่งตั้งใครก็ถือระเบียบพิธีการและจารีตประเพณียุ่งยากมาก ส่วนท่านเข้าในในกฎแห่งธรรมชาติ ท่านจึงชนะด้วยธรรม” การชนะด้วยธรรมคือชัยชนะที่ได้มาโดยมีนโยบายที่สอดรับกับกฎแห่งธรรมชาติ
“อ้วนเสี้ยวมีพฤติการทรยศ ส่วนท่านนำพาชาติด้วยความชอบธรรม ท่านจึงชนะด้วยความชอบธรรม
“อ้วนเสี้ยวดูภายนอกมีน้ำใจกว้างกว่าขวาง แต่จะใช้คนไหนก็ระแวงเขาไปหมด จึงตั้งแต่พวกลูกหลานญาติพี่น้อง ส่วนท่านดูภายนอกเป็นคนง่ายๆ แต่ฉลาดหลักแหลม ใช้ใครก็ไม่ระแวงทั้งยังเลือกใช้ตามความสามารถ
“อ้วนเสี้ยววางแผนมาก แต่ขาดการตัดสินใจ จึงมักพลาดท่าเสียที ส่วนท่านวางแผน แล้วจะต้องปฏิบัติตามทันที ทั้งยังพลิกแพลงได้ไม่สิ้นสุด ท่านจึงชนะด้วยแผนการ”
“อ้วนเสี้ยวสั่งสมบารมี ประนมมือถ่อมตนเพื่อเก็บเกี่ยวหาชื่อเสีย จึงมีพวกช่างเจรจาพาทีมาพึ่งพิงเขาเสียเป็นใหญ่ส่วนท่านปฏิบัติต่อคนด้วยน้ำใสใจจริง ไม่เสแสร้ง บังคับบัญชาทหารอย่างรู้จักควบคุมตนเอง ไม่เคยตระหนี่กับผู้ที่มีความดีความชอบ
“อ้วนเสี้ยวเห็นคนที่ต้องทนหนาวเหน็บและอดอยากหิวโหย จะแสดงความเวทนาสงสรออกมาให้เห็นทางสีหน้า ส่วนที่เขาไม่ได้เห็นกับตานั้น บางทีเขาอาจะไม่ได้ห่วงใยถึง เช่นนี้เปรียบได้ดังความเมตตาสงสารของอิสตรี ส่วนท่านจะมองข้ามเรื่องเล็กน้อยเฉพาะหน้าไปในบางครั้ง
“อ้วนเสี้ยวมีแต่ขุนนางที่แก่งแย่งชิงอำนาจ ใส่ร้ายป้ายสีก่อความวุ่นวาย ส่วนท่านปกครองคนในบังคับด้วยคุณธรรม ไม่มีผู้ใดจักแสวงหาผลประโยชน์ได้ ท่านจึงชนะด้วยความเที่ยงธรรม”
“อ้วนเสี้ยวไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด ส่วนท่านนั้น ผู้ใดกระทำความชอบจะมีบำเหน็จรางวัลให้หากผู้ใดกระทำผิด ก็จะดำเนินการไปตามกบิลเมือง ท่านจึงจะชนะด้วยหลักกบิลเมือง
“อ้วนเสี้ยวชอบอวดอ้างแสนยานุภาพแต่ไม่รู้หลักการสงครามส่วนท่านบัญชากองทัพได้ดุจเทพ สามารถใช้เอาชนะข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าได้ นักการทหารต่างหวังพึ่งพิง แต่ข้าศึกข้าหวาดกลัวท่านจึงชนะด้วยหลักการสงคราม”
กุยแกได้วิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบเทียบของอ้วนเสี้ยวกับโจโฉไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ด้านนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจกำลังทหาร การสนับสนุนจากราษฏร ตลอดไปจนถึงนิสัยและความสามารถส่วนตัวของทั้งสองคน และได้ข้อสรุปออกมาว่า โจโฉมีเหตุแห่งชัยชนะอยู่ 10 ประการ ซึ่งเป็นการคาดการณ์มองล่วงหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์

โจโฉเห็นด้วยตามแผนการนี้อย่างยิ่ง จึงได้ยกทัพมุ่งหน้าไปทางตะวันออก เข้าปรับปราม ลิโป้ แต่ลิโป้ก็สามารถป้องกันเมืองแห่ฝีมือได้อย่างเหนียวแน่น และเมื่อตีเมืองได้ทั้งทหารก็เหนื่อยล้ากันมาก โจโฉจึงคิดจะยกทัพกลับ กุยแกกับซุนฮิวได้ทัดทานไว้ ให้ฉวยโอกาสที่ลิโป้รบพ่ายมาถึงสามครั้งจนไม่มีขวัญสู้รบ เข้าโจมตีอย่างหนัก จะสามารถจับตัวลิโป้ได้แน่ โจโฉจึงเลิกล้มความคิดที่จะถอยทัพ และสั่งทหารเข้าโจมตีอย่างหนัก พร้อมทั้งชักน้ำจากแม่น้ำอี๋สุ่ยและซื่อสุ่ยให้ไหลเข้าท่วมเมือง จนสามารถตีหักเอาเมืองจับตัวลิโป้ไว้ได้

3. คาดคะเนการตายของซุนเซ็ก

โจโฉพอทราบข่าวว่าซุนเซ็กปราบปรามดินแดนทางกังหนำได้ราบคาบ ก็เป็นกังวลยิ่งนัก มักอุทานถอนใจว่า “คงสู้รบปรบมือด้วยยาก” ซุนเซ็กกล้าหาญชาญชัยหาใครเทียบไม่ได้ “ออกศึกทำสงครามมานับพันลี้ จนได้ดินแดนกังตั๋งไงทั้งหมด จึงเป็นภัยคุกคามต่อโจโฉโดยแท้ มิน่าฝ่ายโจโฉจึง “หวาดกลัวกันทุกคน” กุยแก บทที่ 14 ซานกั่วจื้อ” จะมีก็แต่กุยแกคนเดียวเท่านั้นที่มีสีหน้าไม่ห่วงกังวล เพราะเขาคาดการณ์ไว้ว่าการกระทำของซุนเซ็กในครั้งนี้คงสำเร็จได้ยาก ซึ่งทุกคนฟังแล้วก็งุนงงไม่เข้าใจกัน
กุยแกอธิบายพร้อมคาดคะเนไว้ว่า “ซุนเซ็กเพิ่มจะได้ดินแดนกังตั๋งใหม่ๆ แต่เขราก็จ้องปราบปรามคนดีมีฝีมือในท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะทหารยอมสู้ตายถวายชีวิตเพื่อเขา ซุนเซ็กจึงประมาทข้าศึกและไม่มีเตรียมพร้อมป้องกัน ดังนั้นถึงแม้เขาจะมีกำลังทหารนับล้าน ก็ไม่ต่างไปจากดินแดนอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว แค่ส่งมือสังหารไปแอบซุ่มฆ่าเขาสักคนก็ได้แล้วข้าว่าเขาคงต้องตายด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียวแน่”
ทุกคนฟังคำคาดคะเนของกุยแกแล้ว ก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ต่อมาไม่นาน ก็เป็นความจึงขึ้นมา “ซุนเซ็กถูกเค้าก๋องลอบสังหารเสียชีวิต ขณะมาถึงแม่น้ำแต่ยังไม่ทันได้ข้าม”

4. แผนปราบสองพี่น้องตระกูลอ้วน

ในการรบที่ยุทธภูมิกัวต๋อ โจโฉประสบชัยชนะอย่างงดงามส่วนอ้วนเสี้ยวปราชัยย่อยยับ ต่อมาอ้วนเสี้ยวก็ตรอมใจจนเสียชีวิตลง กุยแกได้เข้าร่วมวางแผนอยู่ด้วยต่อมาก็จะติดตามโจโฉทำการปรับปรามอ้วนถำและอ้วนซงบุตรชายคนโตและคนเล็กของอ้วนเสี้ยว อ้วนซงได้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา เป็นเหตุให้อ้วนถำไม่พอใจ อ้วนซงเองก็ระแวงอ้วนถำ จึงแบ่งทหารให้เขาน้อยมาก ทั้งสองฮ่องกี๋ไปอยู่กับอ้วนถำด้วย เพื่อให้ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเขา อ้วนถำเคยขอกำลังทหารเพิ่มหลายครั้ง แต่อ้วนซงกับสิมโพยที่ปรึกษาคู่ใจไม่ยอมให้ ทำให้อ้วนถำโกรธมาก จึงสังหาสิมโพยเสีย
เมื่อโจโฉยกทัพข้าแม่น้ำเหลืองเข้าตีอ้วนถำ อ้วนถำจำต้องแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังอ้วนซงเป็นการด่วน ซึ่งอ้วนซงก็คิดส่งทหารมาช่วยพี่ชาย แต่ก็กลัวว่าอ้วนถำได้ทหารไปแล้วจะไม่มอบคืนให้ภายหลัง จึงให้สิมโพยอยูรักษาเมืองเงียบกุ่น แล้วนำทัพไปช่วยเหลืออ้วนถำด้วยตัวเอง โดยตั้งทัพเผชิญหน้ากับทัพของโจโฉที่เมืองลิหยง ทั้งสองฝ่ายเขาทำการรบกันอหลายครั้ง ผลปรากฎว่าอ้วนซงพ่ายแพ้ต้องถอยกลับเข้าเมือง แม่ทัพทุกคนต่างอยากให้เข้าตีเมืองเพราะรบชนะตดต่อกันมาตลอด แต่กุยแกกลับเสนอให้หยุดโจมตีและถอนทัพกลับลงใต้ไปโจมตีเล่าเปียว ทำเอาทุกคนต่างงุนงงไม่เข้าใจกัน กุยแกจึงอธิบายให้ฟังว่า “บุตรสองคนนี้ของอ้วนเสี้ยวไม่เหมาะจะเป็นใหญ่ ด้วยมีกวอถูดและฮองกี๋คอยเป็นที่ปรึกษาวางแผนให้เหมาะจะเป็นหใญ่ด้วยมีกวอถูและฮองกี๋คอยเป็นที่ปรึกษาวางแผนให้จะต้องคอยต่อสู้กันเองและแตกแยกกันแน่น หากเหตุการณ์คับขันจะยกทหารเข้าประจัญหน้ากัน แต่ถ้าเหตุการณ์คลายความตึงเครียดก็จะเกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน ถ้าเช่นนั้น เราสู้ยกทัพลงไปเข้าปรับเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋วแล้วรอจังหวะที่พี่น้องสองคนนี้แตกแยกกันซึ่งถ้าพวกเขาแตกแยกกันเมื่อไหร่ เราค่อยยกทัพมาตีจะปรับปรามพวกเขาลงได้เป็นแน่

5. เสียดายกุยแกมาด่วนจาก

ในบรรดานักวางแผนคนสำคัญๆ ของโจโฉนั้น กุยแกเป็นคนหนุ่มที่กระฉับกระเฉงที่สุด คนหนึ่งมีนิสัยกล้าได้กล้าเสีย ไม่ใส่ใจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนออกไม่ใส่เรื่องการแต่เนื้อแต่งตัวจนทำให้”ตันกุ๋ยตำหนิว่ากุยแกทำอะไรไม่สำรวม เคยฟ้องกุยแกมาหลายครั้ง” แต่ “กุยแกก็ยังวางเฉยเมย” ไม่ได้ใส่ใจอะไร โจโฉไม่เพียงไม่ตำหนิกุยแกกลับยัง “ให้ความสำคัญกับเขามากยิ่งขึ้น
กุยแกทำตัวสนิทสนมกับโจโฉได้เป็นอย่างดี ซึ่งโจโฉได้กล่าวรำลึกถึงเขาในภายหลักว่ากุยแก “มาอยู่ในกองทัพได้สิบปีเศษ ร่วมรบและร่วมวางแผน เคียงบ่าเคียงไหลกันมา” โจโฉยังถือเขาเป็นมิตรผู้รู้ใจว่า “มีเพียงฟ่งเสี้ยว (ชื่อรองของกุยแก) คนเดียวที่รู้ใจข้า” (จากพระราชประวัติพระเจ้าหวู่ตี้ บทที่ 1 ซานกั๋วจื้อ) กุยแกเป็นคนองอาจผึ่งผาย ฮึกเหิม กล้าทำกล้ารับ พูดอะไรก็พูดเต็มที่มีความมั่นใจสูงมาก การเรื่องการวางแผนการทางหหารก็สร้างความดีความชอบไว้อย่างโดดเด่น โจโฮเองเคยกล่าวถึงคุณความดีของกุยแกไว้ว่า “(ช่วยวางแผน) ปราบปราลิโป้ พิชิตมู่กู่ตัดศรีษะอ้วนถำ ปราบปรามภาคเหนือจนสงบราบคาบ ยกทัพข้ามแดนทุรกันดาร เข้าปราบปรามซานจวิ้นอูหวันจนสามารถแผ่แสนยานุภาพไปถึงเลียวตั๋ง จนทางเลียงตั๋งต้องตัดศรีษะอ้วนซงมาให้แม้มี ข้าบัญชาทัพได้ง่ายจะด้วยเพราะบุญบรามีมีสวรรค์ช่วย แต่เรื่องการพิชิตศัตรู ต้องยกให้เป็น คุณความดีของกุยแก”
นักวางแผนที่มีความสามารถมากมายและมีอนาคตรุ่งโรจน์คนนี้กลับโชาราชล้มป่วยจนเสียชีวิตลงหลังจากกลับจากเมืองหลิวเซียในปี พ.ศ. 750 ด้วยอายุเพียง 38 ปีเท่านั้น เวลานั้น โจโฉเพิ่มมีชัยจากการปราบปรามซานจวิ้นอูหวัน กำลังภาคภูมิใจอยากยกทัพลงใต้เพื่อรวมจีนเข้าเป็นปึกแผ่น
การเสียชีวิตของกุยแก จึงเป็นความโชคร้ายอย่างมหันต์สำหรับโจโฉทำให้ให้โจโฉเสียใจและเสียดายยิ่งนัก อาลัยเสียดายที่ราชสำนักสูญเสียขุนนางที่ดี และเสียใจที่ตัวเองสูญเสียผู้ช่วยที่ดี” ถึงกับทอดถอนใจอาลัยออกจากใจว่า ” (ข้า) เสียใจ เศร้าใจ เสียดายฟ่งเสี้ยว (กุยแก)”

Popularity: 1%





MLM คือ โอกาส หรือ หลุมพราง

August 28th, 2010


มีเพื่อนผมหลายคน เคยมาชักชวนให้ผมไปฟัง ธุรกิจ MLM ซึ่งช่วงก่อนอายุ 30 ปี ผมต่อต้านมาก และปฏิเสธทุกคนที่เข้ามาชักชวน แต่หลังจากที่ตัวเองล้มเหลว ในการลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว จนถึงการล้มเหลวในการลงทุนซื้อแฟรนไชส์ ทำให้จิตใจเราเปิดกว้างมากขึ้น จนมีโอกาสได้เข้าฟังธุรกิจ MLM หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยสมัครเป็นสมาชิก เนื่องจากเรามีความไม่ไว้วางใจในหลายๆอย่าง จนวันนึงผมนึกถึงเพื่อนเก่าสมัย ม.ปลาย ซึ่งเป็นคนที่ทำธุรกิจ MLM มาประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ทำตั้งแต่สมัยเรียน เมื่อผมโทรไปหา พบว่าเพื่อนคนนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นระดับสูงพอสมควร มีรายได้ไม่ต่ำกว่าแสนในแต่ละเดือน ผมจึงทำการนัดหมายเขาในวันที่ผมหยุด และทำการสัมภาษณ์ เพื่อนผมทั้งวัน จนมีความเข้าใจในหลายๆสิ่ง และจากผลการสัมภาษณ์เพื่อนผม ทำให้ผมได้ข้อสรุปของ บุคคลที่จะประสบความสำเร็จ ในธุรกิจ MLM คือ บุคคลที่มีความจริงใจกับลูกค้า และสอนทีมงานให้คิดเป็น และมีมุมมองประมาณนี้ คือ
1. การแนะนำลูกค้า เราจะต้องคิดเหมือนลูกค้า ต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจ ถึงความคุ้มค่าในการซื้อสินค้า ขยายความคือ สินค้าของธุรกิจ MLM มักราคาแพงในเชิงของราคา แต่ในเชิงความคุ้มค่าแล้ว มักจะคุ้มค่ากว่า สินค้าทั่วไป หากผู้ขายเองไม่เคยทดลองใช้ ไม่เคยเก็บข้อมูลการใช้ด้วยตนเองแล้ว จะไม่มีวันทราบเลยว่า สินค้านั้นคุ้มค่ากับลูกค้าของเรา
2. สินค้าใด หากเราไม่เคยใช้ เราไม่มั่นใจ เราจะไม่นำเสนอ แต่หากลูกค้าสนใจเอง และตัดสินใจซื้อจาก catalog นั่นก็เป็นสิทธิของลูกค้า
3. เราต้อง focus สินค้าที่เรามีความชำนาญ และถ่ายทอดความรู้ของเราไปให้กับทีมงานฟัง สอนกระบวนการสะสมความรู้ในสินค้า และสอนกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่าของสินค้าให้กับทีมงาน เพื่อที่ทีมงานของเราจะได้ แนะนำสินค้า ให้กับลูกค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. คัดสรรทีมงาน ที่จะเข้ามาในองค์กร (เครือข่าย) ของตน อย่างพิถีพิถัน เพราะหากเราไปหลอกเขามา เราจะเหนื่อย และเสียเวลาในการสอน สู้คัดบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในธุรกิจ เชื่อมั่นว่าธุรกิจนี้เป็นอนาคตของเขาจะดีกว่ากันมาก เพราะเขาจะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้องค์กรของเราเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง (โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ล้มเหลวในธุรกิจ MLM มักใจร้อน ใช้วิธีชักชวนเข้ามาในเครือข่ายให้มากๆเข้าไว้ และสอนให้ใช้สินค้า ซึ่ง Up line ก็หวังประโยชน์จากการใช้สินค้าของ down line สุดท้าย down line ขายไม่เป็น down line ก็ตาย ไม่วาย up line ก็ตายตาม )
5. ต้องสอนให้ทีมงานตกปลาเป็น หมายถึง ต้องสอนให้ทีมงานดูแล เอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี แนะนำสินค้าที่ดีกับลูกค้า เมื่อชื่อเสียงเราดี ลูกค้าของเราก็จะขยายชื่อเสียงของเราให้เอง เราก็จะค่อยๆมีลูกค้ามากขึ้น นั่นก็หมายถึง รายได้เราก็มากขึ้นด้วย ( แต่หากใครคิดว่า จะมีรายได้มากโดยใช้เวลาสั้นๆนั้น เข้าใจผิด ส่วนใหญ่เป็นภาพลวงตา เพราะผู้ขายมัก จะขายคนรอบข้างแบบไม่ค่อยเข้าใจสินค้า จึงทำให้เหมือนหลอกขายเพื่อน สุดท้ายต้องเสียเพื่อนอีก …. นี่จึงเป็น ที่มาของ สาเหตุของชื่อเสียในธุรกิจ MLM)
6. เข้าฟัง Training อย่างต่อเนื่อง แต่หูต้องหนักนะ หมายถึง การเข้าฟัง Training จะช่วยให้จิตใจเราฮึกเหิมมากขึ้น และบางทีเราอาจเรียนรู้วิธีการใหม่ๆจากคนอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่โลภ อยากเลื่อนระดับเร็วๆ เพื่อหวังรายได้ที่มากขึ้น เพราะจะนำไปสู่ความคิดการ หลอกขาย และ การตุนสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะนำไปสู่การเสื่อมขององค์กร ของคุณ
7. ใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อนโต แต่ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะความใจร้อน มักสะท้อนความโลภ จนลืมหลักการของผู้แทนจำหน่าย ซึ่งต้องจริงใจกับลูกค้า และนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่ากับลูกค้าเท่านั้น
8. ไม่ท้อแท้ง่าย ต้องอดทน ธุรกิจนี้มีคนไม่ชอบมาก และมีคนที่ไม่เข้าใจเรามากเช่นกัน ดังนั้นในช่วงแรก หากทนและอยู่รอดได้ จนมีลูกค้า จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น
9. ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะว่า บุคคลหลายคนที่ต้องรีบร้อนโต เพราะตัวเองมีภาระมาก ต้องใช้เงินมาก จึงคิดที่จะหลอกระบบ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือ วิธีที่ผิด เพราะลืมพื้นฐานของตัวเอง เพราะลืมไปว่า รายได้ของเรานั้นมาจากการสอนทีมงานให้ดูแลลูกค้าของพวกเขาเป็น และมาจากการดูแลลูกค้าของเราเอง หากไม่ทำสองสิ่งนี้ มามั่วแต่จะหลอกระบบ สุดท้ายระบบก็ฆ่าคุณเอง ซึ่งหากเราเริ่มตั้งแต่สมัยเรียน ภาระไม่มี ก็จะไม่รีบร้อน ค่อยๆทำธุรกิจของเราไป ค่อยๆโต จบมาก็สมัครงานตามปกติ ทำ MLM เป็น Part time จนรายได้มากพอ สักอายุ 25-30 ปี ก็ออกมาทำเต็มตัว ไม่ต้องมาทนนายบ่นว่าเช้าเย็น

ครับ…เคล็ดลับความสำเร็จทั้ง 9 ข้อที่เพื่อนผมแนะนำนั้น ผมฟังแล้วก็เหมือนธุรกิจทั่วไป แต่สิ่งที่ผมพบก็คือ ความเสี่ยงต่ำกว่า ลงทุนน้อยกว่า เคล็ดลับสุดท้ายที่เพื่อนผมแนะนำ สำหรับมือใหม่ คือ จงอย่าปิดโอกาสตัวเอง จงก้าวเข้าไป แต่ควักเงินให้ยาก และจงเลือกเฉพาะองค์กรที่น่าเชื่อถือได้ ที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน เราก็จะปลอดภัย หากคุณควักยาก ไม่โลก MLM ทำอะไรคุณไม่ได้แน่นอน

Popularity: 2%