Archive for the ‘ความเป็นเจ้าของธุรกิจ’ category

จับเข่าคุย หัวเรือ’แบล็คแคนยอน’ มองเศรษฐกิจผ่านธุรกิจกาแฟ

April 4th, 2010


จับเข่าคุย หัวเรือ’แบล็คแคนยอน’ มองเศรษฐกิจผ่านธุรกิจกาแฟ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2550 09:11 น.

10 กว่าปีของการสร้าง ‘แบล็คแคนยอน’ กาแฟสัญชาติไทยแท้ โดยเจ้าของกิจการ ‘ประวิทย์ จิตนราพงษ์’ และทีมงาน ทำให้ปัจจุบันมีสาขากว่า 160 สาขาในประเทศและ 20 สาขาในต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์และกัมพูชา

และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ได้ปลุกปั้นสร้างแบรนด์ใหม่ ‘คาเฟ เนโร’ ขึ้น มีด้วยกัน 5 สาขาที่เชียงใหม่ สนามบินสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าเอสพลานาร์ด

ล่าสุดได้ล้อมวงคุยกับ ‘ประวิทย์’ ซักถามในประเด็นเศรษฐกิจ การทำธุรกิจ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างชะลอรอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งภายในปีนี้

ประวิทย์ ยอมรับว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองส่งผลต่อการชะลอการลงทุน รวมถึงของบริษัทด้วยที่มีความระมัดระวังในการขยายสาขามากขึ้น ก่อนการตัดสินใจลงทุนต้องมั่นใจในทำเลและกลุ่มลูกค้าในย่านนั้นจริงๆ จะเห็นได้ว่าอัตราเร่งของการขยายสาขาจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่นำมาลงทุนด้วย เพราะการลงทุนต่อสาขาในส่วนของแบล็คแคนยอน 4-5 ล้านบาท ส่วนคาเฟ เนโร อยู่ที่ 12 ล้านบาท นอกจากนี้การขยายตัวของศูนย์การค้าที่เป็นทำเลหลักของแบล็คแคนยอนและคาเฟ เนโรลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังต้องมีการขยายตัว บริษัทได้มีแบรนด์ใหม่เพิ่มขึ้นคือ “คาเฟ เนโร” ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน มีคอนเซ็ปท์ในการตกแต่งร้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะยุโรปในยุคกลาง เน้นความคลาสสิก ด้วยโทนสีดำ แดง และทอง โดยได้จำลอง Art Gallery มาไว้ภายในร้าน ประดับและตกแต่งด้วยภาพศิลปะและสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองเวนิช ประเทศอิตาลี

ถ้าในภาพรวมของการขยายสาขาในไทย และในปี 2550 นี้ จะขยายสาขาเพิ่ม 10 สาขา แบ่งเป็นแบล็คแคนยอน 8 สาขาและคาเฟ เนโร 2 สาขา คาดส่งผลต่อยอดรายได้ในปีนี้เพิ่ม 12% จาก 60 ล้านบาทจากยอดขายในปีที่ผ่านมา

ส่วนการขยายสาขาการลงทุนในต่างประเทศนั้น ‘ประวิทย์’ จะขยายในรูปแบบแฟรนไชส์เป็นหลัก ภายใต้แบรนด์ “แบล็คแคนยอน” โดยหามาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศหรือเมืองนั้นๆ ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาขยายการลงทุนไปยังมุมไบ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนโรงแรม ศูนย์การค้าอีกกว่า 10 แห่ง คาดจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2551

ประวิทย์ ได้กล่าวถึง ประเด็นในเรื่องของพื้นที่ว่า ปัจจุบัน ทำเลได้เปลี่ยนไป จากเดิมทำเลทอง คือ ห้างสรรพสินค้าที่เป็นสถานที่ดึงดูลูกค้า แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะผู้ที่ขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์หรือบริษัทขยายเอง โดยเป็นพันธมิตรกับโครงการศูนย์การค้า บ้านจัดสรร ที่มีการสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า บริการที่เข้าไปใกล้ชิดชุมชนมายิ่งขึ้น

และสำหรับบริษัทเองได้เป็นพันมิตรกับสยามฟิวเจอร์ คอมมูนิตี้ มอลล์ แหล่งรวมร้านอาหาร ร้านชอปปิ้ง ที่จะมีการขยายโครงการภายในปีนี้อีก 4-5 แห่ง และโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ พร็อพเพอตี้เฟอร์เฟค รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรอีกหลายแห่งอีกด้วย

ประวิทย์ ยังให้ข้อมูลถึงรวมตลาดธุรกิจกาแฟด้วยว่า การเข้ามาลงทุนธุรกิจกาแฟเริ่มแผ่วลงปรากฏการณ์ดังกล่าว ฉายแววมาตั้งแต่ปลาย ปี 2549 โดยเฉพาะการลงทุนธุรกิจร้านกาแฟ จะเห็นว่าการขยายตัวในปั๊มมีอัตราการที่ลดลงเช่นกัน ทั้งนี้ ‘ประวิทย์’ ตอบข้อซักถามที่ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากโลเกชั่นดีๆ ถูกจับจองไปหมดแล้วหรือตลาดธุรกิจกาแฟอิ่มตัว เขามองว่ามาจากทั้ง 2 ปัจจัย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกาแฟยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ถ้ามองในฝากของยุโรป อเมริกา จะเห็นว่ารูปแบบการให้บริการร้านกาแฟจะมีการให้บริการอาหาร เบเกอร์รี่เข้ามาเป็นส่วนเสริมรายได้หรือบางรายอาจเป็นรายได้หลัก เช่นเดียวกับแบล็คแคนยอน คาเฟ เนโร ที่มีบริการอาหาร ไอศกรีม เบเกอรี่ โดยเฉพาะในร้านของคาเฟ เนโร นั้นจะเน้นที่อาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความนิยมอย่างมาก

เขาขยายความว่า ความนิยมในอาหารอิตาเลี่ยนนั้น ดูได้จากการนำเข้าเส้นพาสต้าในปีที่ผ่านมา 20 ตันต่อปี แต่ในปี 2550 นี้ได้นำเข้า 25 ตัน ประกอบกับส่วนผสมทั้งเส้นพาสต้าทำจากแป้งสาลี่และน้ำมันมะกอกที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

และจะเห็นว่าร้านกาแฟในไทย ที่มีแบรนด์อยู่แล้วก็จะปรับตัวมีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เข้ามา แต่การขยายสู่การให้บริการอาหาร นั้นค่อนข้างทำได้ยากสำหรับรายขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะไม่ได้วางระบบสำหรับร้านอาหารไว้ตั้งแต่แรก

ส่วนรายที่เข้มแข็งในตลาดอยู่แล้วจะแตกแบรนด์ใหม่เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่เกิดขึ้น และรายที่เกิดใหม่จะลดน้อยลงกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คาดอัตราการเติบโตของธุรกิจกาแฟในปีนี้ไม่น่าจะเกิน 5% จากเดิมอัตราการเติบโตต่อปีสูงถึง 15-20%

นอกจากนี้ ‘ประวิทย์’ ได้ให้ข้อมูลภาพรวมการลงทุนบรรยากาศการลงทุนไม่คึกคัก เศรษฐกิจซึมลง ทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจลงทุน ส่วนการลงทุนขนาดเล็กคาดโอกาสเติบโตยาก เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาแต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายโครงการเกิดฟองสบู่ก็มีเช่นกัน

และในฐานะผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม ‘ประวิทย์’ มองว่าขณะนี้การขยายการลงทุนของธุรกิจกลุ่มดังกล่าวไปยังต่างประเทศจำนวนมากและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขาดแคลนเชฟ ซึ่งภาครัฐควรมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งการอบรม ภาษา วัฒนธรรม จะเห็นว่าในดูไบ จะมีชาวอินเดีย ฟิลิปปินส์ เข้าไปทำงานจำนวนมากซึ่งเกิดจากการสนับสนุนของประเทศนั้นๆ และส่งเงินตรากลับประเทศต่อปีนับแสนล้าน

ซึ่งการส่งแรงงานโดยเฉพาะพ่อครัว แม่ครัวไทย ยังสามารถต่อยอดการสร้างการรับรู้อาหารไทย วัฒนธรรมไทยผ่านการจัดคอร์สสอนอาหารไทยเช่นเดียวกับที่แบล็คแคนยอนในดูไบทำอยู่เช่นกัน

Popularity: 1%





เจาะแก่นยุคสอง ‘บ้านใร่ฯ’ หลัง ‘สายชล’ สละบัลลังก์

April 3rd, 2010


เจาะแก่นยุคสอง ‘บ้านใร่ฯ’ หลัง ‘สายชล’ สละบัลลังก์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2549 09:55 น.

เมื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่าง “สายชล” เจ้าของ “บ้านใร่กาแฟ” คิดวางมือ อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในองค์กรที่สร้างสีสันให้กับวงการกาแฟและเถ้าแก่มือใหม่ ยุคสองกำลังจะแสดงบทบาทของเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการบ่มเพาะสู่ต้นกล้า ปรัชญาธุรกิจแหวกแนวจะหยั่งรากสร้างฐานแข็งแกร่งนำพาองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ?

มีธุรกิจของเถ้าแก่มากมายที่กว่าจะรู้ตัวก็สายหรือต้องยุบเลิกกิจการไป เพราะไม่มี “ทายาท” หรือ “มืออาชีพ” สืบทอด

แต่สำหรับ “บ้านใร่กาแฟ” ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเพียงแค่ 8 ปี ของการบุกเบิกกิจการมา และด้วยอายุของ “สายชล” ที่นับว่ายังน้อย นำหน้าด้วยเลขสี่อ่อนๆ เท่านั้น เขาก็ประกาศอย่างชัดเจนที่จะสร้างระบบให้ธุรกิจอยู่ได้ด้วยมืออาชีพ

สายชล เพยาว์น้อย

“ผมพูดมา 3 ปีแล้ว เรื่องที่จะลงจากตำแหน่งประธานบริหาร ทำให้น้องเปลี่ยนพฤติกรรม ผมไม่ยุ่งเลยเรื่องเซ็นเอกสารที่ผมให้อำนาจบริหารจัดการไปกับคน 4 คน เมื่อก่อนจะทำอะไรซื้ออะไรต้องมาที่ผมคนเดียว เถ้าแก่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ต่อไปคือระบบ การสร้างให้ยั่งยืน ทุกคนพยายามผลักดันธุรกิจเหมือนผมไม่อยู่จริงๆ ” สายชล เพยาว์น้อย ผู้บุกเบิกก่อร่างสร้าง “บ้านใร่กาแฟ” ธุรกิจร้านกาแฟสด ยืนยันกับ “ผู้จัดการ” ถึงการมองอนาคตของบ้านใร่ฯ

วันนี้ “สายชล” ก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริหาร บริษัท ออกแบบไร่นา (ประเทศไทย) จำกัด และสลัดบทบาทเดิมผู้กำหนดทุกความเคลื่อนไหวของบ้านใร่ฯ ไปแล้ว

ย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อนที่ “บ้านใร่ฯ” เริ่มก้าวเข้ามาในธุรกิจกาแฟสด ซึ่งหลังจากนั้น 1 ปี แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง “สตาร์บัคส์” ก็เข้ามารุกตลาดในเมืองไทย สร้างความคึกคักอย่างมากให้กับธุรกิจกาแฟสด เกิดการขยายตัวอย่างและแข่งขันดุเดือด

สำหรับ “สายชล” เดินหน้ามุ่งมั่นสร้างธุรกิจตามวิถีทางของเขาเองอย่างมีสีสัน

ผลที่ออกมา คือ “บ้านใร่ฯ” เติบโตมาอย่างมีตำนานที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าให้คนนอกหรือลูกค้าได้สัมผัส และสิ่งที่อยู่ภายใน ทั้งวัฒนธรรมองค์กร และโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยเฉพาะวิธีคิดในการทำธุรกิจแตกต่างจากคนอื่น

เป็น “การสร้างแบรนด์บ้านใร่ฯ” ในแบบของ “สายชล”

แม้ “สายชล” จะลงหลักปักเสา ปลูกสร้าง และใส่ชีวิตชีวาให้กับ “บ้านใร่ฯ” ตามแบบของเขา ตามแบบเถ้าแก่ที่ดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ที่สำคัญ “สายชล” ก็รู้ว่า “บ้านใร่ฯ” มี “จุดอ่อน” ที่ต้องกำจัด นั่นคือตัวของเขาเอง

“การลงครั้งนี้ทำให้ระบบมันเดิน เพราะถ้าผมเป็นอะไรไปธุรกิจจบทันที ที่ผ่านมาผมใช้ระบบของผมเองที่เชื่อว่าถูกต้อง เช่น ทุกคนถูกประเมินรวมทั้งตัวผม วางข้อกำหนดขั้นสูงในพฤติกรรมของคนบ้านใร่ฯ หรือบัญญัติในการปฏิบัติตัว ไม่ใช่แค่การเข้างานสาย การลาป่วย แต่มีมากกว่านั้น เช่น ไม่ทำผิดเรื่องชู้สาว”

และที่สำคัญพอๆ กันคือ “ความยั่งยืน” ของบ้านใร่ฯ เป็นการเข้าสู่ยุคสองที่จะต้องวางรากฐานให้แข็งแกร่ง ด้วยการลดบทบาทเถ้าแก่ และหาลูกหม้อที่มีทั้งความสามารถและจิตวิญญาณเข้ามารองรับ เพราะเมื่อ “บ้านใร่ฯ” ก้าวมาถึงจุดนี้ ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในระดับ “อยู่รอด” แล้ว

สำหรับตำแหน่งใหม่ของเขาที่ได้รับจากการตัดสินใจของทีมบริหาร คือ ที่ปรึกษาและประชาสัมพันธ์องค์กร บทบาทหน้าที่คือ การให้คำปรึกษากับผู้บริหารในเรื่องต่างๆ หรือเท่ากับเป็นพี่เลี้ยงในยุคแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ และที่ละเลยไม่ได้คือ การเป็นวิทยากร ด้วยความเป็นคนช่างคิดและชอบบรรยายถ่ายทอด ช่วยสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้แข็งแกร่งต่อไป

เป็นการถอยออกไปจากจุดเดิม แต่เข้าไปอยู่ในจุดใหม่ที่สามารถใช้ศักยภาพและจุดแข็งได้ดียิ่งขึ้น

ตำแหน่งใหม่น่าจะทำให้ได้เห็นภาพกว้างและลึกในองค์รวมของการสร้างแบรนด์บ้านใร่ฯ หรือตำนานบทต่อๆ ไปที่จะมีคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกหม้อกินข้าวหม้อเดียวกันมา มาร่วมกันสร้าง ความแปลกใหม่ เข้มข้น ในแบบของยุคสองบ้านใร่ฯ

๐ อนาคตในมือไม้ผลัดสอง

“จะสานต่อนโยบายที่ท่านประธานฯ คนเดิมวางไว้ โดยตั้งใจจะให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น” อมรรัตน์ คณานุรักษ์ ประธานบริหารคนใหม่ ซึ่งเพิ่งจะรับตำแหน่งจากการเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้ บอกถึงแนวทางการบริหารในยุคของเธอ

นั่นคือ การตั้ง “สภาบริหารนโยบาย และคณะร่างบัญญัติ” เพื่อรองรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งที่ทำให้ “บ้านใร่ฯ” อยู่ได้โดยไม่มี “สายชล” บัญชาการ

สภาบริหารนโยบายมีผู้บริหาร 16 คน มีบทบาที่ต้องช่วยกันระดมความคิด ความสามารถ และศักยภาพต่างๆ เพื่อช่วยกันวางนโยบายหลักสำหรับธุรกิจ ส่วนคณะร่างบัญญัติ คือ ผู้ร่างแนวทางการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่มีไว้เพื่อให้องค์การยึดถือร่วมกัน ทำให้การดำเนินวัฒนธรรมและวิถีชีวิตภายในองค์การเป็นไปได้อย่างสวยงามและตลอดไป

เธออธิบายว่า นโยบายของบริษัทฯ ซึ่งถอดแบบความคิดออกมาเรียกว่า ระบบขององค์การของที่นี่ คือ ลักษณะการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการขององค์การที่นำมาจากความเป็นอยู่แบบสังคมไทยที่เรียกว่า “ระบบการจัดการแบบไทย”

๐ ยุทธศาสตร์ธุรกิจยุคใหม่

นอกจาก ระบบบริหารจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง

การปรับภาพลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นไทยกับการพัฒนาธุรกิจ คือ การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ในจังหวะนี้ ด้วยการปรับปรุงคอนเซ็ปต์ของร้านบ้านใร่ฯ สาขาเอกมัย ซึ่งเป็นเหมือนร้านเรือธง (flagship store)

ด้วยการปรับให้เป็นคล้ายๆ กับ “มินิมอลล์” สร้างอาคารใหม่ 2 หลัง 2 ชั้น มีประมาณ 4-5 ห้องสำหรับการเปิดให้มีร้านอาหารฟาสต์ฟูด พร้อมกับการปรับภาพลักษณ์ด้านหน้าร้านใหม่จากเดิมเป็นรถเข็น ร้านกางร่ม มีต้นไม้มากๆ ต่อไปจะปรับเป็นไทยสมัยยุคกรุงศรีอยุธยา แต่แฝงด้วยความสะดวกครบครัน ของบริการ ให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จริงๆ และเพิ่มพื้นที่ให้บริการมากขึ้น คาดว่าจะพร้อมปรับปรุงเสร็จพร้อมบริการวันที่ 15 กันยายนนี้

“ทุกวันนี้ลูกค้าที่ลงมาจากรถไฟฟ้าบีทีเอสต้องการอาหารจานเดียว แต่เราไม่มีให้ ที่ผ่านมาเราทดลองนำอาหารของสุรพลฟูดส์มาบริการ ขายได้เดือนละ 2-3 แสนบาท แต่ต้องรับประทานข้างนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่มีแอร์ เพราะไม่ต้องการให้รบกวนกับลูกค้าในร้านเพื่อกลิ่นที่สุนทรี เลยปรับความคิดให้มืออาชีพเข้ามา เป็นฟาสต์ฟูดชื่อดัง ส่วนไอศกรีมที่ทดลองก็ขายได้เดือนละ 1 แสนบาท” อัศวิน ไขรัศมี ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ บอกถึงการเคลื่อนตัวของบ้านใร่ฯ

สำหรับ อาหารที่จะเลือกมาคือ ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย และจะมีเบเกอรี่ และไอศกรีม เพื่อเติมเต็มการบริการให้ลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วประมาณวันละ 600 คน ส่วนการคัดผู้ประกอบการต้องการความหลากหลายซึ่งกำลังติดต่ออยู่หลายราย

พร้อมกันนี้ ทางด้านแนวทางธุรกิจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคใหม่นี้ คือ ยุทธศาสตร์การรุกด้วย “ระบบแฟรนไชส์” อย่างจริงจัง

“เดิมคนทั่วไปที่รู้จักบ้านใร่ฯ มักจะเข้าใจผิดว่าเราขายแฟรนไชส์ ซึ่งไม่ใช่ ร้านบ้านใร่กาแฟ 109 แห่งที่มีอยู่เป็นของเราเองทั้งหมด คนที่สนใจจะทำร้านสามเหลี่ยมเหมือนที่เรามีอยู่ในปั๊มน้ำมัน ตอนนี้ทำได้แล้ว

เราทำเพื่อรองรับความฝันของคนส่วนหนึ่ง และอีกส่วนมองโอกาสการเติบโตของเรา ซึ่งคิดว่าน่าจะไปได้ทั้งในและต่างประเทศ ส่วน “ไทยชง” กาแฟสดราคาย่อมเยา จากเดิมค่อยๆ ขายแฟรนไชส์ไปเรื่อยๆ มี 80 ราย และบริษัทเปิดเอง 40 แห่ง แต่ต่อไปจะเห็นการเติบโตที่รวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะจะขยายไปกับโลตัสเอ๊กซ์เพรส ซึ่งกำลังจะเปิดสาขาใหม่อีกมาก” อัศวิน เปิดเผยถึงแนวรุกของบ้านใร่ฯ

๐ โอกาสของตลาดที่รออยู่

นอกจากนี้ ยังมี “การเพิ่มสินค้าใหม่ๆ” เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า เช่น กาแฟ 3 in 1 ซึ่งใช้ชื่อว่า “ตรีดีบอรก” และการออกกาแฟขนาด 16 ออนซ์ ราคา 40 บาท โดยเป้าหมายต้องการให้เป็นสินค้าหลักตัวหนึ่ง นอกจากสินค้าย่อยๆ มากมายที่ทำอยู่ตลอด

การทดลอง “กลับบอรก” กาแฟเกล็ดของบ้านใร่ฯ ทำให้รู้ว่าตลาดหาแฟเกล็ดที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เติบโต ในขณะที่ตลาด 3 in 1 ที่มีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท มีแนวโน้มเติบโตที่ดี เพราะตลาดต้องการสินค้าที่บริโภคง่ายขึ้นคือพร้อมชง

การทำตลาด “ตรีดีบอรก” จะเริ่มด้วยการวางจำหน่ายในร้านแฟมิลี่มาร์ท เพราะการเข้าไปในร้านเซเว่นฯ ไม่เหมาะสมเนื่องจากจะทำให้ต้นทุนทางการตลาดสูงเกินไป ส่วนการขยายช่องทางอื่นๆ มองการเกิดของตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาค ซึ่งมีความพร้อมจะทำตลาด แต่ไม่ใช่ยี่ปั๊วซาปั๊วเดิมที่จะเลือกเฉพาะสินค้ายี่ห้อดังๆ

“เชื่อว่าตลาดยังมีความต้องการ ถ้าเราปูทางได้แล้วก็จะมีลูกค้าประจำ เพราะยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่เคยกินกาแฟทรีอินวัน รสชาติที่ทำคือรสกลาง เพราะสำรวจแล้วฐานใหญ่กว่ารสเข้ม และเมื่อกินรสไหนแล้ว รสนั้นคือมาตรฐาน และไม่กินรสชาติอื่น คนที่กินกาแฟบ้านใร่ ก็จะไม่กินทรีอินวัน นี่คือสิ่งที่ได้จากการวิจัย อาจจะผิดก็ได้ แต่เราค่อยๆ เดินไป เมื่อคิดอย่างนี้เราก็เจ็บตัวน้อย แต่คิดว่าโครงการนี้ไม่เจ็บ” รุ่งเรือง น้ำคำ ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ วิเคราะห์ตลาดใหม่ที่มีโอกาสรออยู่

ในขณะที่กลยุทธ์การตลาด ยึดแนวทางการตลาดแบบบริสุทธิ์ หมายถึงต้องจริงใจและให้ผลประโยชน์เกิดกับผู้บริโภคจริงๆ ที่ทำไปแล้ว คือ ระบบสมาชิกให้สิทธิพิเศษ การลดราคาแบรนด์เพียวลมแก้วแรกจ่ายราคาเต็ม แก้วที่สองจ่ายครึ่งราคา และแคมเปญชิงโชคร้อยลุ้นล้าน ผลคือลูกค้าชอบ และยอดขายสูงขึ้น

สำหรับ เป้าหมายปี 2549 คาดว่าจะทำยอดขายได้ 146 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากปีก่อนทำได้ 133 ล้านบาท ยอดขายครึ่งปีแรกของปีนี้ เติบโตแล้ว 10% มีกำไรสุทธิทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 5% ทั้งที่ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งการเติบโตที่ได้น่าจะมาจาก “แบรนด์” ที่เสถียรแล้ว ทำให้ยอดขายไม่ตก

๐ คิดแบบขั้นบันได คิดแบบทุนน้อย

รุ่งเรือง ยังอธิบายวิธีคิดแบบบ้านใร่ฯ ด้วยว่า ถ้าคิดสเกลใหญ่ต้องทำให้เกิดวันแรก เพราะถ้าไม่เกิดมันต้องตาย นี่คือการคิดแบบทุนนิยม แต่บ้านใร่ฯ คิดแบบทุนน้อย เพราะเมื่อคิดแบบทุนน้อยได้ ซึ่งประเทศนี้มีคนทุนน้อยมากมาย ระบบของบ้านใร่ฯ ที่ทำได้สำเร็จก็จะสามารถช่วยคนได้มาก ทำให้ไม่ต้องคิดใหญ่ๆ แปลว่าไม่ต้องกู้มาลงทุน เพราะถ้าไม่สำเร็จจะเสียหายมาก กลไกตลาดน่ากลัวมาก เช่น ถ้าโออิชิลดราคาชาเขียวหนักๆ รายเล็กไปไม่รอดแน่

” การคิดแบบขั้นบันได คือ ไม่ทำอะไรแบบตายเป็นตาย หรือไม่รวยคราวนี้ก็ไม่รู้จะรวยคราวไหน ซึ่งบ้านใร่ฯ ทำมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดบ้านใร่ฯ จนถึงวันนี้ ด้วยการใช้กำไรจากสาขาที่ 1 เพื่อมาเปิดสาขาที่ 2 ไม่ใช่ทำแบบปูพรม เพราะเราไม่รู้ว่าจะเจ๊งหรือเปล่า

แต่ครั้งนี้ต่างจากอดีตนิดหน่อย คือ เรียนรู้ว่าเราต้องหวังผล ซึ่งการใช้โนว์ฮาวการผลิตที่เรามีอยู่อาจจะไม่พอ น่าจะจำเป็นต้องจ้างผลิต เพราะสินค้าแมสต้องขายปริมาณและคุณภาพสินค้าต้องมาตรฐาน แต่ใช้ความแข็งแรงของแบรนด์และเครือข่ายทางการตลาดที่มี”

๐ ภารกิจ “สร้างธุรกิจไทยให้ก้องโลก”

ชัดเจนว่า ยุคแรกคือการสร้างแบรนด์บ้านใร่กาแฟในภาพรวม ซึ่งยุคสองของแบรนด์บ้านใร่กาแฟ จะได้รับการต่อยอดให้สูงขึ้นไป ในขณะที่มีฐานของลูกค้าและแบรนด์ลูกที่เติบโตมากขึ้น ภายใต้ภารกิจ “สร้างแบรนด์ไทยให้ก้องโลก” ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก

“ก้องโลกมีความหมายลึกซึ้ง แก่นจริงๆ คือการทำอย่างไรให้วิธีคิดนี้เป็นหนึ่งในวิธีคิดของโลก ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เราทำโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ระบบองค์การ การร่างบัญญัติที่เราทำอยู่อยู่ในขั้นดำเนินการ แต่วิธีคิดจบไปแล้ว

เมื่อเสร็จจะเป็นระบบที่ดีมากเพราะเป็นระบบความดี คุณภาพ และความสุข เกิดมาจากพนักงานระดับล่างรู้สึกว่ามันดี ต่างจากระบบต่างๆ ที่ออกมาซึ่งถ้าไม่มีการตรวจวัดก็จะไม่ทำ”

รุ่งเรือง หนึ่งในผู้บริหารหัวกะทิของบ้านใร่ฯ ถ่ายทอดความแข็งแกร่งของบ้านใร่ฯ โดยสรุปว่า นอกจากความประหลาดตั้งแต่ชื่อบ้านใร่ฯ ที่สะกดคำว่า “ไร่” เป็น “ใร่” ยังมีวิธีคิดที่ลึกๆ ซึ่งต้องถอดรหัสจาก “สายชล” ที่บอกกับสมาชิกของบ้านใร่ฯ และประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่า “บ้านใร่ฯ ไม่ได้เก่งที่สุด ค่าเฉลี่ยคนบ้านใร่ฯ 300 คน ไม่ถึงระดับปริญญาตรี แต่มีผู้นำที่กล้าคิดและมีคนที่กล้าตาม แต่คนส่วนใหญ่กล้าคิดแต่ไม่กล้าทำ”

เมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกด้วยจิตวิญญาณของหนึ่งในผู้ประกอบการที่มุ่งมั่นและชัดเจนกำลังงอกงาม…

๐ ระบบความดี-คุณภาพ “2 ค-3 ค-4 ซ”

ระบบขององค์การ ของบ้านใร่ฯ ประกอบไปด้วย 2 ระบบ คือ 1.ระบบความดี และ 2.ระบบคุณภาพ

ระบบของความดี คือ ระบบของจิตใจ ซึ่งมีการกำหนดให้มีการจัดการความดีเบื้องต้น 2 ด้าน เรียกว่า ระบบความดี (2 ค) คือ ความดีด้านงาน หมายถึง ความดีในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และ ความดีด้านคน หมายถึง ความดีในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ คุณธรรม จริยธรรม และวิถีสังคม

สำหรับระบบคุณภาพ มีการจัดการคุณภาพเบื้องต้น 3 ด้าน เรียกว่า ระบบคุณภาพ (3 ค) คือ คุณภาพด้านบุคลิก หมายถึง การแสดงออกทางกาย ด้วยการแต่งตัวสะอาด สวยงาม การวางตัวที่ดี การแสดงมารยาททางกายต่อผู้อื่น และการแสดงออกทางใจ ด้วยการสร้างจิตใจให้มีความคิดบริสุทธิ์ การแสดงความรู้สุกต่อผู้อื่น โดยใช้วัฒนธรรมองค์การที่มาจากวัฒนธรรมชาติ

คุณภาพด้านข้อมูล หมายถึง การรับทราบข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวขององค์การ และคุณภาพด้านสภาพแวดล้อม หมายถึง การดูแลความเป็นระเบียบของสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ ให้เกิดสุขลักษณะที่ดี ด้วยหลักกิจกรรม 4 ซ (ในขณะที่ระบบสากลที่ใช้กันทั่วไปมี 5 ส) คือ สะสางซะ สะอาดซะ สะดวกซะ และสร้างนิสัยซะ ซึ่งเป็นที่รู้กันในองค์กรบ้านใร่ฯ ว่า “ทำซะ ถ้าไม่ทำก็ไม่ต่างจากสีซอ…”

* * * อยากรู้จัก “สายชล เพยาว์น้อย” ให้มากกว่านี้ ลองอ่านข่าวเก่าๆ ของเขาดู แล้วจะรู้ว่า ชายคนนี้ มีสีสันเพียงใด * * *

ไขรหัส ‘บ้านใร่กาแฟ’ ‘สายชล’ ก้าวเดินดังฝัน?

“บ้านใร่ฯ” ดันโครงการสวนกาแฟชั่วคราว ตระเวนร่อนเปิดทั่วกรุงฯ

“บ้านใร่ฯ” แจงเหตุกาแฟเวอร์แก้วละ 400 บ. ยุทธศาสตร์ทะยานเบอร์หนึ่งตบหน้ายี่ห้อนอก

“บ้านใร่กาแฟ” ระดมร้านค้าขึ้นราคาอาหาร นำรายได้เข้ากองทุน

Popularity: 1%





‘ไทยพริวิเลจ สปา’ โมเดลแฟรนไชส์ไทยสู่โลก

March 30th, 2010


“ไทยพริวิเลจ สปา” โมเดลแฟรนไชส์ไทยสู่โลก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กรกฎาคม 2550 09:57 น.

นโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการส่งออก ได้ปรับกลยุทธ์การสร้างรายได้ผู้ประกอบการไทยจากตลาดต่างประเทศ ชูธุรกิจแฟรนไชส์เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้และธุรกิจต่อเนื่องจากการขยายธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ จะเห็นที่ผ่านมากรมฯ ได้สร้างความเข้มแข็งได้ประสานกรมพัฒนาธุรกิจค้าพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดอินเตอร์

โดยโมเดลการสร้างรายได้จุดเริ่มจากการขยายธุรกิจแฟรนไชส์สู่รายได้จากสินค้าอื่น เช่น งานตกแต่งออกแบบ ร่วมถึงการส่งออกเฟอร์นิเจอร์เพื่อใช้ในการตกแต่งร้าน ด้วยรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์เอื้อให้นโยบายการต่อยอดด้วยธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้จากเงื่อนไขการลงทุน ล่าสุด ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศ จีน ให้ข้อมูลถึงจุดเริ่มของโมเดลดังกล่าว่า ภาครัฐได้เข้าหาภาคเอกชนเพื่อมองทิศทางการส่งเสริมและพัฒนาร่วมกัน ซึ่งไทย พริวิเลจ สปา มีแนวทางการทำธุรกิจสอดคล้องกับการส่งเสริมของรัฐคือมุ่งเน้นตลาดไฮเอนท์

ขณะนี้ “ไทย พริวิเลจ สปา” เป็นโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ที่ได้ขายแฟรนไชส์ให้กับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจีน และสามารถต่อยอดจากแฟรนไชส์ขยายบริษัทลูกเพื่อรับออกแบบ และตกแต่งภายใน รวมถึงส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไทยเพื่อใช้ในการตกแต่งสปา

ซึ่งแฟรนไชส์สปาเป็นโมเดลแรกที่ได้ให้การสนับสนุน ซึ่งในการสนับสนุนของภาครัฐนั้นคือการต่อยอดคอนเน็กชั่นที่มีอยู่เดิมแนะนำนักธุรกิจไทย จีน ให้ได้พบปะกันและการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่ไทยได้จัดขึ้น ซึ่งกรณีของไทย พริวิเลจ สปาเช่นเดียวกันที่รัฐได้เชิญมาร่วมออกงาน และนักธุรกิจรายดังกล่าวได้ลงทุนโรงแรมต้องการสปาไทยเข้าไปให้บริการ ทั้งนี้การเจรจาสำเร็จส่วนหนึ่งเพราะจุดแข็งของสปาไทยและความรับรู้ในประเทศไทยและชื่นชอบความเป็นไทยของนักธุรกิจรายนี้ส่งผลให้การเจรจาธุรกิจเป็นไปโดยง่าย

ซึ่งความช่วยเหลือของรัฐ ยังต่อเนื่องถึงการทำตลาดจะเห็นว่าที่ผ่านมาจีนเป็นประเทศที่มีโอกาสทางการค้าโดยเฉพาะธุรกิจบริการจากไทยสูงมาก ได้นำสิ่งที่ภาครัฐมีผสานกับจุดแข็งของเอกชน ดึงนักธุรกิจในบริษัทข้ามชาติเข้ามาใช้บริการในสปา และสปาในประเทศไทยด้วย โดยระดับผู้บริหาร ผู้ติดตาม มาใช้บริการ เพื่อเกิดความประทับใจและการบอกต่อได้ในอนาคต และสามารถพาคณะผู้ใหญ่อื่นๆ เข้ามาใช้บริการในโอกาสต่อไปได้ สำหรับจุดขายของสปาไทย มีหลากหลายคือ เรื่องของสุขภาพ ไทยพริวิเลจ เน้นบริการที่เป็นไทย ส่วนใหญ่ชาวจีนที่เข้าไปใช้บริการสปา ส่วนใหญ่เคยมาใช้บริการสปาในประเทศไทยทั้งที่ภูเก็ต กรุงเทพฯ ชอบบริการของไทย เพราะลักษณะบริการ คุณภาพการให้บริการ และเรื่องสุขภาพสิ่งต่างๆ การตกแต่ง กลิ่น การบริการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ละเอียดอ่อนซึ่งคนจีนที่มีกำลังซื้อเข้าให้ความใส่ใจ และเป็นจุดขายที่ขายได้ เพราะคนจีนไม่สามารถให้บริการแบบไทยได้แม้จะมีการฝึกอบรมให้แล้วก็ตาม

ซึ่งเมนูการให้บริการต้องเปิดกว้างทั้ง 2 ส่วนคือ สปาที่เน้นความสวยความงาม และสปาเพื่อสุขภาพ เพราะปัจจุบันตลาดจีนเปิดกว้างมาก ให้ความสำคัญกับความสวยงาม มีการผ่าตัดตกแต่งใบหน้า ร่างกายกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ต้องดูที่จุดแข็งของผู้ประกอบการสปาจากไทยว่าจะชูอะไรเป็นจุดแข็งของการให้บริการ อย่างไทยพริวิเลจสปาเน้นการให้บริการสุขภาพที่เป็นไทย

หากมองโอกาสการเติบโตของธุรกิจสปาในจีนนั้นยังมีโอกาสการเติบโตสูงมาก เพราะปัจจุบันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง ไทยพริวิเลจ ได้ปลุกกระแสสปาไทย เพราะรายเดียวกันนี้ได้ไปเปิดโรงแรมที่ซูโจว นอกจากสปายังเป็นการขยายธุรกิจที่ครบวงจร

จุดเริ่มจากแฟรนไชส์
ขยายธุรกิจครบวงจร

สุรางค์รัตน์ จิราธิวัฒน์ ซีอีโอ บริษัท ไทย พริวิเลจ เฮ็ลธแคร์ จำกัด ผู้ให้บริการสปาภายใต้แบรนด์ ไทย พริวิเลจ สปา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มองเป็นกลยุทธ์ในการต่อเนื่องของการขายสินค้าไทยที่ต้องอยู่ในระเบียบเงื่อนไขการลงทุนของแฟรนไชส์ ทั้งอโรม่าเทอร์ปี้ สิ่งของที่ใช้ในการตกแต่ง จากการขยายแฟรนไชส์สาขาแรกให้กับนักลงทุนชาวฮ่องกงที่ลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจีนได้ลงทุนโรงแรม รีสอร์ท ชื่อ Regalia Boutique Spa & Resort เป็นลักชัวรี่ โฮเต็ล ขนาด 40 กว่าห้อง ของบริษัท Grand Central Holding จำกัด ในเมืองซูโจว ที่เล็งหาสปาไทยเปิดให้บริการ ซึ่งนักลงทุนรายนี้ต้องการคอนเซ็ปต์ไทย สปา

ซึ่งจากจุดเริ่มของการขายแฟรนไชส์ ต้องใช้ทีมงานของบริษัททั้งการตกแต่ง ออกแบบ และวัสดุจากประเทศ ทำให้นักลงทุนพอใจกับผลงานและความสามารถดีไซน์เนอร์ไทยที่นำเสนอความคิดการตกแต่งเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว จึงให้ทีมงานตกแต่งห้องพัก การจัดวางสิ่งของประดับเช่น โคมไฟ น้ำพุในโรงแรมทั้งหมด

“ธุรกิจสปาถึงพร้อมด้วยบริการที่ดีเลิศ สินค้าที่ดีเลิศ คนที่ฝึกอบรมมาอย่างดีและการตกแต่ง สปาให้มีความไฮคลาสเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เป็นความพร้อมของเราที่มีเพราะเรามีทีมตกแต่ง สถาปนิก พอเราได้รับคำแนะนำจากกระทรวงพาณิชย์พอเราไปขายแฟรนไชส์ ก็เสนอในแฟรนไชส์แพคเกจคือดีไซส์สปา ออกแบบ ตกแต่งให้ด้วย รวมถึงเสื้อผ้า เครื่องแบบพนักงานงาน”

ซึ่งจุดเด่น ทีมดีไซส์เนอร์มีชำนาญด้านการสร้างบรรยากาศ สปาลูกค้าคาดหวังสิ่งที่ได้รับมากกว่าสปา เพราะจะใช้เวลาสั้นมากอยู่ในสปา เพราะค่าใช้บริการประมาณ 4,000 บาท / ชั่วโมง ลูกค้าจึงคาดหวังไว้มากซึ่ง แพงกว่าที่เซี่ยงไฮ้

ส่วนหนึ่งการที่บริษัทเอกชนไทยได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจ เพราะกระทรวงพาณิชย์ได้การันตีบริษัท และบริษัทได้เดินตามแผนนโยบายของกระทรวงในการต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ครบวงการด้านการส่งออกวัตถุดิบและธุรกิจต่อเนื่องและสามารถทำได้สำเร็จ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทย เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องห้องน้ำ

พิสูจน์ฝีมือคนไทย
สยายปีกรับโครงการใหญ่

สุรางค์รัตน์ กล่าวว่า และกับนักธุรกิจรายเดียวกันนี้ ยังได้รับสัมปทานพื้นที่ 3 เกาะที่เมืองซูโจว และพอใจกับผลงานของทีมงานบริษัทที่ทำโครงการแรก จึงได้ให้บริษัทเสนอแบบไปกับทางรัฐบาลของเมืองซูโจว เพราะจะเนรมิตพื้นที่ริมทะเลสาบเมืองเป็นเมืองตากอากาศระดับไฮเอนท์ โดยเกาะแรกจะทำเป็น Excusive House 1 หลัง มูลค่า 300 ล้านบาทจำนวน 1 หลัง เกาะต่อมาเป็นวิลล่าราคาต่ำสุด 5 ล้านเหรียญสหรัฐ จำนวน 21 หน่วย และเกาะสุดท้ายทำเป็นโรงแรมจำนวน 500 ห้อง โจทย์ที่ตั้งไว้คือยูโรเปี้ยนสไตล์

ล่าสุดบริษัทได้เสนอคอนเซ็ปต์ของเกาะที่ 2 และ 3 ผ่านกับรัฐบาลเมืองซูโจวแล้ว ซึ่งทีมงานได้ออกแบบที่ผสมผสานความเป็นไทย จีนและยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน สถาปัตยกรรมนั้นจะเห็นชัดในเรื่องของการออกแบบฟังชั่นและวัตถุบางอย่างที่ใช้ สำหรับไทย พริวิเลจ สปาในโครงการนี้ได้เตรียมเสนอเป็นรูปแบบของการร่วมทุน

ซีอีโอ ไทย พริวิเลจสปา กล่าวต่อไปว่า จากวิสัยทัศน์ของบริษัทในการขยายตลาดไปเมืองใหญ่ของโลกและการวางตำแหน่งของธุรกิจในด้านทำเลซึ่งต้องเป็นทำเลที่อยู่ในสายตาโลก เช่น สาขาที่โซโห นครนิวยอร์ค ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นที่จะสามารถทำงานระดับอินเตอร์ร่วมกันได้

ปัจจุบันไทย พริวิเลจ สปามีสาขาในต่างประเทศที่ เซี่ยงไฮ้ ซูโจว และนิวยอร์ก กำลังเล็งขยายไปยังยุโรป อิตาลี อังกฤษ และกลุ่มประเทศยูเออี อินเดีย ทิศทางการเติบโตของธุรกิจมุ่งตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนสาขาในประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีสาขาที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ในห้างสรรพสินค้าเซ็นได้เตรียมร่วมพันธมิตรเกี่ยวกับธุรกิจสุขภาพเพราะรีแลคซิ่งอย่างเดียวไม่สามารถอยู่ในตลาดได้ ต้องเสริมความเข้มแข็งกับด้านความงามด้วยเข้าไปด้วย

ซึ่งการขยายธุรกิจสปาไปต่อไปนั้นจะนำเสนอรูปแบบเดสนิชั่นสปาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการที่ภูเก็ตให้บริการสปา ที่พัก คอนเซ็ปต์เดียวกับชีวาศรม ในอนาคตจะร่วมกับพาร์ทเนอร์ โดยใช้จุดแข็งคือโนว์ฮาว แบรนด์แวลู สปาทรีตเม้นท์ ผนึกกับจุดแข็งของพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้เรื่องตลาดรวมขยายธุรกิจในระดับโลกต่อไป

“การทำธุรกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะสปาที่จะเป็นสะแตนอะโลนค่อนข้างลำบาก แต่ถ้าอยู่ใต้ร่มของโรงแรม รีสอร์ท ซึ่งมีโครงสร้างตลาด ฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกัน จะทำให้ธุรกิจขยายได้เร็วขึ้น ส่วนที่ยังต้องมีสะแตอะโลนไว้นั้นเป็นการสร้างแบรนด์ให้รู้จัก”

สุรางค์รัตน์ ให้คำแนะนำว่า การขยายธุรกิจไปต่างประเทศนั้นควรขายแฟรนไชส์ เพราะธุรกิจแฟรนไชส์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโนว์ฮาว และความที่ไม่รู้ตลาดการลงทุนธุรกิจด้วยตนเองจะประสบความสำเร็จยาก แต่กับคนที่ซื้อแฟรนไชส์คือคนที่รู้ตลาด เข้าใจตลาด ความเสี่ยงก็น้อยลง แฟรนไชซอร์คือขายโนว์ฮาวเมเนจเม้นท์ การต่อยอดธุรกิจคือสินค้า ฉะนั้นผู้ประกอบการหรือแฟรนไชส์ต้องมองการต่อยอดธุรกิจให้ได้

เช่น สาขาที่นิวยอร์ก สินค้าในการตกแต่งร้านได้รับการชื่นชมมากและติดต่อซื้อตลอด บริษัทจึงวางแผนรีโนเวทร้านทุกปีเพื่อนำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้านวางขายซึงการปรับเปลี่ยนนี้ยังมองในแง่การตลาดเพื่อเข้ากับคอนเซ็ปต์ของสปาทรีตเม้นท์ที่นำเสนออีกด้วย ทั้งนี้มองว่าธุรกิจเซอร์วิสอย่างเดียวไม่อาจทำให้บริษัทแข็งแรงได้ต้องเดินควบคู่กันไปกับการสร้างรายได้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย

และ กล่าวในตอนท้ายว่า เป้าของบริษัทต้องการขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยใช้วัฒนธรรม ใช้ความสามารถของคนไทย !คลี่แผนลงทุนในจีน
โอกาสธุรกิจบริการ

ดร.ไพจิตร ภาพรวมการส่งเสริมธุรกิจบริการถือเป็นหนึ่งนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการส่งออกกำลังเร่งรัดผลักดันในตลาดต่างประเทศ เพราะความสามารถในการผลิตสินค้าโดยเฉพาะด้านราคาน้อยลง แต่ด้านบริการถือเป็นจุดแข็ง ทางกรมฯ จึงดำเนินการผลักดันให้ธุรกิจบริการออกไปยังต่างประเทศ

โดยตลาดหลักที่กรมให้ความสำรัฐคือตลาดจีน เพราะมีการเติบโตต่อเนื่องมาตลอด เศรษฐกิจจีนเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% ต่อปีติดต่อกันมา 25 ปีแล้ว ที่ผ่านมาจีนได้พัฒนา 15 เมืองหลักในด้านตะวันออก และเมืองที่มีศักยภาพ เช่น เซี่ยงไฮ้ หั่งโจ ซูโจ ปักกิ่ง ฉางชุน ต้าเหรียญ ฉิงเต้า หั่งโจ ซูโจ เซียะเหมิน กวางโจว เสิ้นเจิน ขณะเดียวกันได้เริ่มพัฒนาด้านตะวันตกและใต้มากขึ้น เช่น คุนหมิง หนานหนิง ฉงฉิ้ง เฉินตู ซึ่งเป็นเมืองที่มีศักยภาพที่จะเข้าไปลงทุนธุรกิจบริการเช่นเดียวกัน

ซึ่งธุรกิจบริการที่กรมฯ พยายามผลักดัน นอกจากความสวย ความงามด้านสปา คือ ธุรกิจประเภทร้านอาหารที่ได้ผลักดันต่อเนื่องมาหลายปี เช่น เซี่ยงไฮ้เป็นร้านอาหารไทยที่จับตลาดระดับกลาง ระดับ ปัจจุบันทีจำนวน 15 ร้าน ซึ่งเป็นผู้ลงทุนจากไทยและต่างชาติ สำหรับชาวต่างชาตินั้นเล็งเห็นโอกาสของร้านอาหารไทยด้วยเงินทุนและวิสัยทัศน์ทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้คือ ธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งได้เจรจากับโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ เตรียมโรดโชว์ที่ประเทศจีน ส่วนธุรกิจการศึกษาได้จัดตั้งคณะสร้างความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย โรงเรียนไฮสคูลในต่างประเทศ เพื่อจัดทำหลักสูตรร่วมกัน

ส่วนโอกาสของธุรกิจบริการอื่น เช่น ศูนย์ซ่อมรถยนต์ ศูนย์ตกแต่งรถยนต์ ธุรกิจออกแบบก่อสร้างเพราะนักออกแบบไทยในเซี่ยงไฮ้ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงหลายคน แต่ส่วนใหญ่ทำงานให้กับบริษัทต่างชาติ จึงมองว่าศักยภาพของคนไทยไม่ได้ด้อยและพร้อมสนับสนุนในการเข้าไปทำงาน ต่อเนื่องมาถึงการส่งออกวัสดุต่อเนื่อง

และยังมีบริษัทกำจัดและบำบัดน้ำเสีย เพราะปัจจุบันด้วยการเติบโตของเมืองทำให้จีนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นเมืองใหญ่น่าอยู่ รัฐบาล เอกชน ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมบริษัทไทยไปรับงานที่นั้น

ดร.ไพจิตร นักธุรกิจไทยน้อยรายที่กล้าจะไปลงทุนในประเทศจีน และส่วนใหญ่ทึกทักเองว่ารู้จักแต่จริงๆ ไม่รู้จัก ผู้ประกอบการต้องทำจริงอดทน เช่น การส่งสินค้าไปจำหน่ายครั้งแรกไม่สำคัญก็ท้อแต่จริงๆ แล้วการทำการค้ากับนักธุรกิจจีนต้องมีความรู้จักมักคุ้นก่อน ต่อไปพิจารณาว่าใครคือผู้ที่จะร่วมลงทุนด้วย เช่นเดียวกับไทยพริวิเลจ สปาที่ไปเจอนักธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งอาจจะมีนักธุรกิจอีกหลายแสนรายในจีนที่มีศักยภาพ แต่ต้องหาให้เจอ

และแนะนำต่อไปว่า ต้องมีกลยุทธ์เฉพาะของเมืองที่จะไปเจาะตลาด เพราะแต่ละประเทศแต่ละเมืองก็จะมีความแตกต่างกัน ที่สำคัญนักธุรกิจไทยเห็นศักยภาพที่แท้จริง มองตลาดจีนในระยะยาว ไทยพริวิเลจ สปามองภาพออกและขายแฟรนไชส์ และจีนให้ความสำคัญกับการบอกต่อถ้ามีสาขากระจายไปหัวเมืองต่างๆ โอกาสก็เพิ่มขึ้นตามมาเพราะแฟรนไชส์กระจายตัวเร็ว

ส่วน สุรางค์รัตน์ ได้ให้ข้อมูลถึงการเลือกลงทุนในประเทศจีนเมื่อช่วงปลายปี 2547 ว่า มองว่าตลาดจีนเป็นประเทศที่จีดีพีโตกว่า 10% และเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมุ่งตรงไปที่เซี่ยงไฮ้ เพราะเป็นนิวยอร์กของซีกโลกตะวันออก และเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองหลวงทางการค้ามีนักลงทุน มี Expact เป็นจำนวนมาก ซึ่งการเปิด ให้บริการสปาไม่ได้คิดแค่ว่าจะทำกำไรกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละวัน แต่คิดว่าธุรกิจจะต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ในอินเตอร์เนชั่นแนลในประเทศอื่นๆ ได้

และเลือกทำเลย่านพูตง เป็นย่านการเงิน ซึ่งพูตงในขณะนั้นเป็นย่านพัฒนาใหม่แต่เติบโตเร็วมากเพราะอยู่ในแผนพัฒนาของจีน ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายชาวต่างชาติที่เป็นนักลงทุน Expact อาศัยในย่านดังกล่าว จะเห็นว่าอพาร์ทเม้นท์ในทำเลนี้มีราคาขาย 5 ล้านบาทต่อตารางเมตรซึ่งเป็นราคาที่แพงที่สุดในประเทศจีน โดยไทย พริวิเลจ สปา ได้เปิดให้บริการที่บริเวณชั้น 1 ของออฟฟิศบิวดิ้งที่ให้บริการด้านสุขภาพ

จากนั้นคือการไปให้บริการที่สมบูรณ์ตั้งแต่พนักงานตอนรับจนถึงเทอร์ราปิสหรือพนักงานนวดเป็นชาวไทย ทำให้สาขานี้เจริญเติบโตมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ที่เชิญนักลงกิจ นักลงทุน เพื่อให้สามารถขยายกิจการ และได้รับมาตรฐานต่างประเทศจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปลายปี 2548

“เมืองจีนใหญ่มาก มีวัฒนธรรมทำการค้าอย่างไรกระทรวงพาณิชย์ช่วยได้ เพราะการทำธุรกิจในจีนการจะเข้าพบผู้หลักผู้ใหญ่หรืออกงานต่างๆ ต้องผ่านรัฐบาล ซึ่งไม่เหมือนกับที่นิวยอร์ก”

พร้อมฝากเคล็คลับของการทำงานร่วมกับธุรกิจชาวจีนหรือรัฐบาลจีนว่า ผู้ประกอบการไทยต้องซื่อสัตย์ ซื้อตรง ทำงานให้เร็ว เมื่อได้รับการยอมรับจะมีการแนะนำด้วยปากต่อปากซึ่งธุรกิจในจีนก็ประสบความสำเร็จจากการบอกปากต่อปากสูงถึง 70%

Popularity: 1%