Archive for the ‘หุ้น/การลงทุน’ category

ลงทุนต่อเนื่องกุญแจสู่ความสำเร็จ

February 7th, 2010


ลงทุนต่อเนื่องกุญแจสู่ความสำเร็จ
หนังสือ “Automatic Miillionair” ของ David Bach ซึ่งเป็น Best Seller ของ Newyork Times ได้สัมภาษณ์เศรษฐีเงินล้านของสหรัฐอเมริกา โดยที่เขาไม่ได้ไปสัมภาษณ์คนที่เป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของกิจการ ไม่ได้ไปถามหมอที่มีชื่อเสียง ทนายความ หรือวิศวกรที่มีรายได้ดีมาก แต่เขาไปถามคนทั่วๆ ไปอย่างเราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนธรรมดา มีทั้งช่างซ่อมรถ ช่างทำผมที่เขาสามารถมีเงินล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในช่วงอายุสัก 50 ปีเศษๆ สิ่งที่พบก็คือ ปัจจัยร่วมของเศรษฐีเงินล้านทุกๆ คนนั้น คือ “การลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

“มี 2 สามีภรรยาคู่หนึ่งที่สร้างความประหลาดใจมาก สามีเป็นช่างซ่อมรถและภรรยาเป็นช่างทำผม แต่ทั้งคู่ก็เป็นเศรษฐีเงินล้าน ทั้งที่เราบอกว่าคนที่จะมีเงินล้านต้องมีความรู้มากๆ ฉลาด หาเงินเก่ง และอาจจะต้องมีวินัยมากๆ ออมและลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน แต่ถ้ามองจากภายนอกแล้ว 2 คนนี้ไม่มีลักษณะดังกล่าวที่ชัดเจน แต่ทั้งคู่บอกว่าสิ่งที่เขาทำคือการตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องไป 1 อย่าง เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว โดยสั่งให้ธนาคารตัดเงินของเขาอย่างอัตโนมัติเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือนที่เงินของเขาออก”

“ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการตั้งใจออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน หรือเพื่อให้สุขภาพเราดี พวกเราทุกคนรู้ว่าการออกกำลังกายทุกวันดี แต่ว่าน้อยคนที่จะได้เริ่มต้นและในจำนวนคนที่เริ่มต้นนั้น น้อยคนที่จะได้ทำอย่างต่อเนื่อง การลงทุนก็เหมือนกัน หลักการพื้นฐานคือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เช่นกันเราก็ลงบ้างไม่ลงบ้าง แล้วหลายๆ ครั้งเหมือนกับเราทิ้งๆ ขว้างๆ มัน เรื่องของการลงทุน คนจำนวนมากทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องลงทุนต่อเนื่อง แต่ว่าไม่ได้ลงแบบนั้น แล้วบางครั้งเราก็เหมือนกับทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้จัดการมันอย่างดี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

“การทำให้มันอัตโนมัตินั้น มันเกิดจากการคิดให้ดี ตัดสินใจตั้งแต่แรกให้ดี แล้วก็ให้ธนาคารตัดเงินไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง พอเป็นอย่างนั้นปุ๊บมันไม่ได้มาขึ้นอยู่กับวินัยของเราแล้ว ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราจัดงบประมาณอย่างไรแล้ว เงินมันจะได้ลงทุนเสมอ แล้วตรงนี้เองปรากฏว่าในบางประเทศคนที่ได้ลงทุนในลักษณะอย่างนี้ ก็ประสบความสำเร็จกัน”

ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ก็ควรจะเริ่มลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของเศรษฐีเงินล้านระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

Popularity: 1%





ใคร ๆ ก็อยากเป็นวอเร็นบัฟเฟตต์

November 30th, 2009


ใคร ๆ ก็อยากเป็นวอเร็นบัฟเฟตต์
โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 6 พฤษภาคม 2551
ชื่อของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ในหมู่ของนักลงทุนนั้นดูเหมือนจะเป็น “ตำนาน” ที่ยังมีชีวิต หลาย ๆ คนอยากจะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เหตุผลที่ทำให้เขาคิดนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ “คล้าย ๆ” กับวอเร็น บัฟเฟตต์ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ข้อแรก เขาลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ผ่านมาดีเลิศแบบเดียวกับบัฟเฟตต์ ว่าที่จริงดีกว่าบัฟเฟตต์มาก และเขาคิดว่าเขาก็จะลงทุนไปเรื่อย ๆ จนร่ำรวยมหาศาลแม้ว่าจะมีไม่เท่าบัฟเฟตต์ แต่ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเป็น “บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ข้อสอง ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวกับข้อแรกก็คือ เขามีพอร์ตการลงทุนจำนวนมาก คิดแล้วเป็นพัน ๆ ล้านบาท แม้ว่าบางกรณีเงินลงทุนนี้อาจจะเป็นเงินของบริษัทที่เขาบริหารอยู่ การมีเงินลงทุนจำนวนมากนั้นทำให้เขารู้สึกว่าเขาเหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่รวยมากจากการซื้อหุ้นลงทุนไม่ได้มาจากการทำธุรกิจ
ที่จริงคนที่อยากเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์” นั้นไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย ในต่างประเทศเกือบจะทั่วโลกที่มีตลาดหุ้นที่คึกคักก็จะมีคนอยากเป็นแบบเดียวกัน ที่เมืองจีนเมื่อหลายปีก่อนก็มีการขนานนามนักลงทุนที่บริหารกองทุนรวมบางแห่งว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองจีน” เหตุเพราะว่าสามารถบริหารแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมจน “น่าทึ่ง” และทำให้ผู้คนต่างโจษจันและซื้อหุ้นตาม ผมไม่ได้ตามว่านักลงทุนคนนี้ยัง “ดัง” และยังเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองจีน” อยู่หรือไม่ แต่มาคิดดูแล้วนักลงทุนคนนี้แทบไม่มีอะไรเหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ เลย นอกจากการที่สามารถทำผลตอบแทนได้อย่างมหัศจรรย์ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รับประกันว่าจะดีต่อไปอีกนานแค่ไหน ในเรื่องอื่น ๆ แล้ว เขาก็เป็น Value Investor อีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มีสไตล์การลงทุนที่ใกล้เคียงกับ บัฟเฟตต์ เลย ไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตหรือเรื่องอื่น ๆ
ในการที่จะเรียกว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” หรือเมืองไหนก็ตาม ผมคิดว่าคน ๆ นั้นควรที่จะมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่คล้าย ๆ กับ วอเร็น บัฟเฟตต์ นอกเหนือจากผลตอบแทนการลงทุนหรือขนาดของพอร์ตซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นเงื่อนไข ต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ผมคิดว่าเป็นตัวตนของบัฟเฟตต์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน และคนที่มีลักษณะคล้าย ๆ แบบนั้นหลาย ๆ ข้อก็อาจจะถือว่าเขาเข้าข่ายที่จะเป็นบัฟเฟตต์เมืองไทยได้
ข้อแรก เขาจะต้องสามารถพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสามรถสูงมาก นั่นหมายความว่าเขาควรได้ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวสูงมาก อย่างน้อยควรจะได้ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้น 20% ขึ้นไปในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี การได้ผลตอบแทนเป็นร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์หรือแม้แต่พันเปอร์เซ็นต์แต่ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 ปีนั้นยังบอกอะไรไม่ได้และมักจะไม่ใช่การลงทุนจริง ๆ แต่เป็นการเก็งกำไรมากกว่าซึ่งไม่ใช่สไตล์ของบัฟเฟตต์เลย
ข้อสอง พอร์ตการลงทุนจะต้องใหญ่มากในระดับต้น ๆ ของประเทศ นี่นับเฉพาะคนที่ลงทุนด้วยกันหรือมาจากการลงทุนไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับ “เจ้าของบริษัท” หรือผู้ประกอบการที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีความมั่งคั่งสูงกว่านักลงทุนมาก นี่อาจจะไม่เหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ ตัวจริงที่บังเอิญร่ำรวยกว่าคนที่รวยจากการประกอบการและรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลกจากการลงทุน ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราคงหวังแบบนั้นไม่ได้เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนอาชีพเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน นักลงทุนที่มีพอร์ตเป็นพัน ๆ ล้านบาทก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่รวยระดับต้น ๆ แล้ว ในขณะที่เจ้าของบริษัทนั้นรวยเป็นแสนล้านบาท
ข้อสาม เขาต้องเป็น Value Investor นี่เป็นเงื่อนไขที่จะแยกระหว่างนักเก็งกำไรหรือนักปั่นหุ้นกับนักลงทุนที่เป็น Idol หรือสัญลักษณ์ของนักลงทุนเน้นคุณค่าซึ่งก็คือบัฟเฟตต์ บางคนอาจจะมองว่าเงื่อนไขข้อนี้ไม่น่าจะจำเป็น เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่แยกได้ยากว่าอะไรเป็นการลงทุนอะไรเป็นการเก็งกำไรหรือแม้แต่การปั่นหุ้น ข้อนี้ผมคิดว่าน่าจะมีความสำคัญ เพราะเราจะรับได้อย่างไรว่าเราเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ถ้าแม้แต่หลักการสำคัญหรือหัวใจการลงทุนก็แตกต่างกันแล้ว ว่าที่จริงผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงไม่มีคนที่อยากเป็น “จอร์จ โซรอส เมืองไทย” ในฐานะที่เป็นนักเก็งกำไรสุดยอดบ้าง
ข้อสี่ เขาเป็นคนที่ยึดแนวการลงทุนแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ อย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ ลงทุนในหุ้นแบบซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก ลงทุนในหุ้นน้อยตัวแบบที่เรียกว่าลงทุนแบบ Focus และลงทุนถือหุ้นระยะยาวมาก เงื่อนไขข้อนี้ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัวแต่เป็นสิ่งที่ถ้าเขาทำ เขาก็มี ความเหมือนกับ บัฟเฟตต์ อีกข้อหนึ่ง แต่ถ้าเขามีสไตล์ของตนเองก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ไม่ได้ เพราะการลงทุนในสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ อาจจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักในเมืองไทยก็ได้ ดังนั้น นักลงทุนระดับเซียนในเมืองไทยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สไตล์นี้ เช่นเดียวกัน ถ้าบัฟเฟตต์มาลงทุนในเมืองไทยเขาก็อาจจะไม่ใช้สไตล์ที่เขาใช้อยู่ในอเมริกาก็ได้
ข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดก็คือ เขาเป็นคนที่มีมุมมองทางความคิดและการใช้ชีวิตที่สมถะและไม่ติดยึดคล้ายคลึงกับ วอเร็น บัฟเฟตต์ นี่อาจจะไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่เป็นตัวตนของบัฟเฟตต์และทำให้เขาเป็น “ตำนาน” ของนักลงทุนทั่วโลก
จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวถึง เท่าที่ผมมองดู ก็ยังไม่มีใครที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แม้ว่าหลายคนอาจจะมีคุณสมบัติตรงในบางข้อ ว่าที่จริง แม้แต่ในระดับโลกเองผมก็คิดว่า ยังหาคนที่เรียกว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมือง…” ที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งผมเองก็ไม่ประหลาดใจอะไร ผมคิดว่า การเป็นอะไร.. “คนต่อไป” นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากและคนที่พยายามทำมักจะล้มเหลว เพราะเป็นเรื่องยากที่คนสองคนจะมีความสามารถใกล้เคียงกัน เกิดในสถานะใกล้เคียงกัน อยู่และทำงานในประเทศที่ใกล้เคียงกัน ในสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดทุนที่ใกล้เคียงกัน และมีช่วงเวลาลงทุนพอ ๆ กัน ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดก็คือ นักลงทุนทุกคนนั้น เพื่อที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดสำหรับตนเอง เราจะต้องเรียนรู้จากบัฟเฟตต์และนักลงทุนระดับตำนานคนอื่น ๆ ให้มากที่สุด แต่การดำเนินชีวิตการลงทุนนั้น เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เราต้องไม่หวังเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แต่เราต้องเป็นตัวเราเองที่ไม่เหมือนใครในตำนานเลย

Popularity: 1%





บัญญัติ 10 ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์

November 30th, 2009


บัญญัติ 10 ประการของวอร์เรน บัฟเฟตต์
ในการจัดอันดับมหาเศรษฐีเมื่อปีที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์เลื่อน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 แทน บิล เกตส์ ซึ่งรั้งตำแหน่งนั้นอยู่ 13 ปี มหาเศรษฐีในยุคนี้มักอาศัยพลังของคลื่นเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความร่ำรวยเช่นเดียวกับบิล เกตส์ หรือไม่ก็ใช้การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินเช่นเดียวกับจอร์จ โซรอส แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ อายุ 78 ปีแล้ว และเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาก่อนเทคโนโลยีดิจิทัลจะเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดคลื่นลูกที่ 3 (คลื่นลูกที่ 1 เกิดหลังการค้นพบวิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เมื่อราว 10,000 ปีก่อนซึ่งนำไปสู่ยุคเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 เกิดหลังการค้นพบเครื่องจักรกลเมื่อราว 300 ปีที่แล้วซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม) นอกจากนั้น เขายังต่อต้านการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินแบบจอร์จ โซรอส อีกด้วย
บัฟเฟตต์เป็นประธานผู้บริหารของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งก่อตั้งขึ้น 170 ปีแล้ว และเคยทำกิจการด้านสิ่งทอเป็นหลักก่อนที่บัฟเฟตต์และหุ้นส่วนจะซื้อกิจการมาดำเนินงานเมื่อปี 2508 บัฟเฟตต์ใช้บริษัทนั้นเป็นทางผ่านการลงทุนในบริษัทอื่นซึ่งทำกิจการหลากหลายอย่าง รวมทั้งการประกันภัย หนังสือพิมพ์ ร้านอาหาร ธนาคารและร้านสรรพสินค้า เขาซื้อหลายบริษัท มาควบรวมและซื้อหุ้นของอีกหลายบริษัทเป็นบางส่วน ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะประสบปัญหาและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เริ่มทรุด Berkshire Hathaway มีทรัพย์สินรวมกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จสูงกว่านักลงทุนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway เพิ่มขึ้นจาก 4 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็น 75,000 ดอลลาร์ ในเวลา 40 ปี
มีผู้พยายามค้นหาปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงอย่างน่ามหัศจรรย์นั้น เมื่อเดือนกันยายนที่แล้ว มีหนังสือเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ชื่อ The Snowball : Warren Buffett and the Business of Life พิมพ์ออกมา แต่กว่าผู้อ่านจะค้นพบปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ก็ต้องอ่านกันนานเพราะหนังสือเล่มนี้มีความหนาเกือบ 1,000 หน้า ก่อนหน้านั้น มีผู้นำเอาข้อคิดในจดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นในบริษัท Berkshire Hathaway มารวมเป็นหนังสือชื่อ The Essays of Warren Buffett : Lessons for Corporate America ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือทั่วไป และยาว 290 หน้า จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา Michael Brush สรุปแนวคิดของบัฟเฟตต์ออกมาเป็น 10 ข้อเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ขอนำมาเล่าสู่กัน เพราะมันน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ หรือมีเวลาไปเสาะหาหนังสือและต้นฉบับมาอ่านเอง
ข้อแรก จงเป็นผู้มัธยัสถ์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่มันมีความสำคัญพื้นฐานต่อการคิดของบัฟเฟตต์ ทั้งที่เป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก เขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย อาทิเช่น ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมซึ่งเขาซื้อเมื่อปี 2501 ที่เมืองโอมาฮาในรัฐเนแบรสกาซึ่งยังเป็นชนบทเสียเป็นส่วนใหญ่ หลังจากต่อเติมบ้าง บ้านหลังนั้นก็ยังเป็นแบบของคนอเมริกันชั้นกลางโดยทั่วไป นอกจากนั้น เวลาเขาไปไหนมาไหนก็ยังขับรถเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ Michael Brush ไม่ได้เอ่ยถึงข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิเช่น บัฟเฟตต์ได้ค่าตอบแทนจากบริษัท Berkshire Hathaway เพียงปีละ 100,000 ดอลลาร์ หรือประมาณเดือนละ 290,000 บาทเท่านั้น ต่างกับประธานผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ๆ ซึ่งมักได้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี บัฟเฟตต์ไม่มีรายได้จากเงินปันผลของบริษัท Berkshire Hathaway เพราะบริษัทนั้นจ่ายเงินปันผลครั้งเดียวหลังจากเขาซื้อมาและหยุดจ่ายมาหลายทศวรรษแล้ว ฉะนั้นบริษัท Berkshire Hathaway เก็บผลกำไรไว้สำหรับลงทุนต่อได้จำนวนมาก
ส่วนตัวบัฟเฟตต์เองก็มีเงินเหลือเพื่อนำไปลงทุนต่อเพราะค่าตอบแทนที่ไม่สูงนักก็มักใช้ไม่หมด การไม่ใช้ชีวิตแบบหรูหราฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสสังคม ยังผลให้เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคอยจ้องหารายได้จากการขายหุ้นที่มีอยู่ในมือ หรือจากการปันผลกำไรที่บริษัททำได้อย่างต่อเนื่อง กิจการที่เขาเข้าไปลงทุนกำจัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ และพยายามจำกัดค่าตอบแทนของผู้บริหารส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นทำกำไรได้สูงยิ่งขึ้น
ข้อสอง จงยึดหลักช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หรือมีความอดทนเพื่อรอโอกาสทองที่จะเกิดขึ้น จากความผันผวนอย่างหนักของตลาดหลักทรัพย์ ในปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์รวมทั้งน้ำมันปิโตรเลียมและแร่ธาตุ อาจทำให้หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งตกลงมาอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้บัฟเฟตต์จะมีโอกาสดีเป็นพิเศษ มีรายงานข่าวออกมาว่าเขาได้เข้าไปซื้อหุ้นในหลายบริษัทที่ทำกิจการด้านน้ำมันปิโตรเลียม ด้านการบริการพลังงานไฟฟ้า ด้านธนาคารพาณิชย์ และด้านการขนส่งทางรถไฟ
ข้อสาม จงเดินทวนกระแส บัฟเฟตต์เฝ้ามองว่าฝูงนักลงทุนจะพากันเดินไปทางไหนแล้ว เขาจะพยายามเดินไปทางตรงข้าม เนื่องจากทางที่นักลงทุนพากันไปนั้น โอกาสในการทำกำไรได้อย่างงดงามมีน้อยเพราะนักลงทุนพวกนั้นได้ผลักดันราคาของหุ้นให้สูงขึ้นแล้ว ฉะนั้น เมื่อตอนที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องเมื่อสองสามปีก่อน บัฟเฟตต์ไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ในตอนนี้ นักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเทขายยังผลให้ราคาหุ้นโดยทั่วไปตกและหุ้นของบางบริษัทตกมากเป็นพิเศษ ตอนนี้บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก จึงมีข่าวว่าเขาเข้าไปซื้อหุ้นของหลายบริษัท เกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่ Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงแต่มีความสำคัญพื้นฐาน ก็คือ บัฟเฟตต์ทำการบ้านอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นั่นคือ วิเคราะห์บริษัทต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น
ข้อสี่ จงเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ บัฟเฟตต์จะไม่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เขาไม่เข้าใจว่าผลิตอะไรออกมาและไม่รู้อย่างแจ้งชัดว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้อย่างไร ทั้งที่ในยุคนี้ มหาเศรษฐีจำนวนมากใช้เทคโนโลยีเป็นหัวจักรขับเคลื่อนการสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเพื่อนซี่ของเขาเอง เช่น บิล เกตส์ ด้วย แต่บัฟเฟตต์หลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นในบริษัทเทคโนโลยี ฉะนั้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอันเป็นตอนที่ราคาหุ้นของภาคเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง บัฟเฟตต์จึงไม่เข้าไปซื้อเพราะเขาไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่รู้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะทำกำไรได้อย่างไร อีกไม่กี่ปีต่อมา ผลปรากฏว่านักลงทุนพากันสูญเงินจำนวนมหาศาลเมื่อฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก แต่บัฟเฟตต์ทำกำไรได้อย่างงดงามจากการลงทุนในภาคอื่น
ข้อห้า จงอย่าฟังนักวิจารณ์หรือการยืนยันของตลาด ยุคนี้มีนักวิจารณ์จำนวนมากออกมาวิจารณ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง คนกลุ่มนี้มีความเห็นสารพัดและมักจะให้การยืนยัน หรือไม่ก็แย้งการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนใหญ่ๆ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวรายวันของราคาหุ้นยังเป็นเสมือนการยืนยันในระยะสั้นด้วยว่าการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นถูกต้องหรือไม่ บัฟเฟตต์จะไม่ฟังคำวิจารณ์และไม่ต้องการดูราคาหุ้นว่าไปทางไหน เขาจะตัดสินใจบนฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลของเขาเอง
ข้อหก จงค้นหาของดีราคาถูกให้พบ ในกระบวนการค้นหาหุ้นราคาถูก บัฟเฟตต์เริ่มวิเคราะห์เพื่อค้นหา “มูลค่าภายใน” (intrinsic value) ของบริษัทเป็นขั้นแรก กระบวนการนี้อาจมองดูว่าราคาหุ้นของบริษัทคล้ายๆ กันเป็นอย่างไร หรือไม่ก็คำนวณค่าปัจจุบันของเงินสดที่บริษัทนั้นน่าจะทำได้ในอนาคต รายละเอียดของวิธีคำนวณอาจหาได้ในหนังสือชื่อ The Warren Buffet Way ของ Robert Hagstrom หรือเรื่อง The Market Gurus ของ John Reese และ Todd Glassman หากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดต่ำกว่ามูลค่าภายในมากๆ บริษัทนั้นน่าสนใจเพราะมี “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” (margin of safety) สูงมาก
บัฟเฟตต์ไม่ค่อยสนใจเรื่องผลกำไรต่อหุ้น หากสนใจในผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (return on equity) ส่วนต่างระหว่างราคาขายของสินค้ากับต้นทุน และภาระหนี้สินของบริษัท นอกจากนั้นเขายังต้องการเห็นบริษัททำเงินสดได้มากๆ แล้วนำไปลงทุนอย่างชาญฉลาด หรือไม่ก็จ่ายปันผลและซื้อหุ้นของตนคืน ในกระบวนการวิเคราะห์นี้ เขาจะมองย้อนไปในอดีตอย่างน้อย 5 ปี เพื่อดูว่าบริษัทมีประวัติการประกอบการอย่างไรในภาวะต่างๆ กัน ฉะนั้น เขาจะไม่เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทใหม่ๆ ที่ยังไม่มีประวัติดีจนเป็นที่ประจักษ์
ข้อเจ็ด จงมองหาบริษัทที่มีรั้วรอบขอบชิด หรือล้อมรอบด้วยคูลึก บริษัทจำพวกนี้มักมีประวัติในการทำกำไรได้ดี และมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนเพราะคู่แข่งเกิดขึ้นได้ยากมาก อาจเนื่องมาจากอำนาจในการปกป้องของสิทธิบัตรและของเครื่องหมายการค้าที่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง บริษัทจำพวกนี้สามารถขึ้นราคาสินค้าและบริการได้โดยไม่กระทบยอดขายและมักไม่ได้รับผลกระทบมากนักในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ฉะนั้นบัฟเฟตต์จึงถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทประกอบการรถไฟ เพราะยากที่จะมีใครสามารถสร้างรางขึ้นมาแข่งได้ในทวีปอเมริกาเหนือ และในบริษัทโคคา-โคลาเพราะมีเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางพร้อมกับมีระบบการจัดจำหน่ายที่ลื่นไหลเป็นอย่างดีทั่วโลก
ข้อแปด จงทุ่มเงินลงไปในบริษัทที่น่าซื้อ เรื่องนี้เป็นลักษณะหนึ่งของการเดินย้อนกระแส นักลงทุนโดยทั่วไปมักใช้การกระจายการลงทุนออกไปในหลายบริษัทเพื่อหวังลดความเสี่ยง แต่บัฟเฟตต์กลับชอบลงทุนแบบกระจุกตัวมากกว่า เมื่อใดเขามองเห็นโอกาสดีเป็นพิเศษ เมื่อนั้นเขาจะทุ่มทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้นทันที เขามองว่าการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการมีความอดทนที่จะรอจนได้ “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” สูงมากๆ เป็นมาตรการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉะนั้น ประวัติการลงทุนของเขาบ่งว่า ความสำเร็จของเขาเกิดจากผลตอบแทนสูงมากที่เขาได้จากการทุ่มลงทุนในหุ้นของบริษัทเพียงราวหนึ่งโหลเท่านั้น
ข้อเก้า จงซื้อเพื่อถือไว้หาผลกำไรในระยะยาว บัฟเฟตต์มองว่าถ้าได้วิเคราะห์เป็นอย่างดีแล้วว่าควรลงทุนในบริษัทไหน บริษัทนั้นควรจะให้ผลกำไรดีเป็นเวลานาน ฉะนั้นผู้ที่ทนไม่ไหวที่จะดูราคาหุ้นของตนตกไป 50% อย่าคิดเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นเด็ดขาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อซื้อหุ้นมาแล้วก็เลิกติดตามความเป็นไป ตรงข้าม ผู้ถือหุ้นจะต้องติดตามและวิเคราะห์เหตุการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด เมื่อใดเห็นว่าบริษัทนั้นหมดโอกาสที่จะทำกำไรดีต่อไป หรือกำลังเดินเข้าภาวะยากลำบากเป็นเวลานาน เมื่อนั้นจงรีบขายออกไปทันที ด้วยหลักข้อนี้ บัฟเฟตต์จึงขายหุ้นจำนวนมากในบริษัทรับจำนองบ้านขนาดยักษ์ที่รู้จักกันในนาม Fannie Mae กับ Freddie Mac ก่อนที่สองบริษัทนั้นจะประสบปัญหาจนถูกรัฐเข้าไปยึดเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งซึ่ง Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงคือ บัฟเฟตต์มองว่าการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ รังแต่จะเป็นเหยื่อให้แก่ผู้ที่ไม่ค่อยมีบทบาทพื้นฐานทางเศรษฐกิจนัก เช่น นายหน้าค้าหุ้น ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้บริหารกองทุน เขาประเมินว่าคนเหล่านั้นหักเอาผลกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไปราวปีละ 140,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 20% ของผลกำไรทั้งหมดซึ่งมีผลกระทบทางลบต่อผลประกอบการของบริษัท
ข้อสิบ จงเชื่อมั่นในอเมริกา บัฟเฟตต์จะไม่มองว่าใครเข้าเป็นประธานาธิบดี หรือในขณะนี้วัฏจักรของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน หากมองว่าในระยะยาวบริษัทขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจะกลับมาทำกำไรได้ดีอีกครั้งแม้ในขณะนี้ดูจะมีปัญหาบ้างก็ตาม ฉะนั้นในปัจจุบัน บัฟเฟตต์จึงนำเงินจากส่วนที่ซื้อพันธบัตรไว้ออกมาใส่ลงในหุ้นของบริษัทที่เขามองว่ามีโอกาสทำกำไรได้ดีในระยะยาว

Popularity: 1%