Archive for October, 2009

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์: นักปฏิวัติแห่งยุคสมัย

October 31st, 2009


อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์: นักปฏิวัติแห่งยุคสมัย
 
วันที่ : 1 กันยายน 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : Hi-Class
 
 
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
Hi-Class V.260 2007
——————————————————————————–
 
                 ขณะเดินย้อนกลับไปในอดีต ผ่านหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมไทยหลายช่วงทศวรรษ เพื่อค้นหาบุคคลผู้นำการเปลี่ยนแปลงภายใต้นิยามของคำว่า ปฏิวัติ ผมไม่ได้พบกับบรรดาทหาร ผู้นำกองทัพที่นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศแต่อย่างใด แต่ได้สะดุดกับชีวิตของปูชนียบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งผมขออนุญาตเรียกว่าเป็น นักปฏิวัติแห่งยุคสมัย …ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ บุคคลที่เราสมควรยกย่องเป็นรัฐบุรุษ และเป็นแบบอย่างที่ปัญญาชนรุ่นหลังควรดำเนินตาม
                 จากการศึกษาประวัติชีวิต ประวัติการทำงาน คำพูด และข้อเขียนของท่าน รวมทั้งคำกล่าวสดุดีของลูกศิษย์ ผู้ร่วมงาน และบุคคลในแวดวงอาชีพต่าง ๆ พบว่า สิ่งที่ท่านคิดและทำนั้น หากผู้นำประเทศ นักการเมือง ข้าราชการ ปัญญาชน และประชาชนในขณะนั้นดำเนินตาม ย่อมเชื่อมั่นได้ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะความคิด คำพูด และการกระทำของท่านนั้น สอดคล้องและชัดเจน

                 ดำเนินชีวิตด้วยอุดมการณ์
: ความจริง ความงาม และความดี
                 อาจารย์ป๋วย เป็นผู้มีอุดมคติในการดำเนินชีวิต มิใช่มุ่งแสวงประโยชน์และความมั่งคั่งแห่งตน แต่ท่านได้กล่าวถึงอุดมคติประจำใจว่า คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ต้องระลึกเสมอถึงคุณธรรม 3 ข้อ คือ ความจริง ความงาม และความดี กล่าวโดยย่อ ความจริงหมายถึงสัจธรรมและหลักวิชา ความงาม หมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์มีวัฒนธรรม และความเพลิดเพลินเป็นการอดิเรกรวมทั้งการกีฬาประเภทต่าง ๆ ความดีนั้นหมายถึง การไม่เบียดเบียนประทุษร้าย่อกัน ความสัตย์สุจริตและการบำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน[1] ความจริงในเรื่องนี้ที่ปรากฏจากชีวิตของท่าน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ท่านได้ยึดความจริง ความงาม และความดีในการดำเนินชีวิตจวบจนวาระสุดท้าย

                 แนวคิดชัด ปฏิบัติได้จริง

                 ท่านเป็น “นักคิด” พร้อม ๆ กับเป็น “นักปฏิบัติ” เป็นแกนนำทางความคิดและแบบอย่างการกระทำให้แก่คนในสังคม ท่านได้รับใช้ประเทศชาติในฐานะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาทิ ในปี 2502 ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นาน 12 ปี ได้วางนโยบายการทำงานอย่างมีระเบียบแบบแผน เป็นผู้วางรากฐานระบบการเงินและธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย สร้างความมั่นคงให้เกิดแก่ระบบธนาคารพาณิชย์ จนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ ท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ 2505

                 ท่านมีแนวคิดว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ควรมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ควรพัฒนาชนบท ช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศก่อน ท่านได้เสนอให้มีการปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง จัดรูปที่ดิน สนับสนุนราษฎรให้ปลูกพืชหลายฤดู จัดทำอุตสาหกรรมที่คาบเกี่ยวกับการเกษตร และเสนอให้ทำงานสังคมสงเคราะห์ในชนบทด้านต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งฝึกและอบรมคนให้ทำงานประเภทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คนพ้นความยากจน

                 ไม่เพียงการทำงานในวิชาชีพที่เชี่ยวชาญ อาจารย์ป๋วยยังได้นำเสนอแนวคิดเพื่ออนาคตของประเทศ อาทิ ท่านได้นำเสนอแนวคิดสังคมที่พึงปรารถนา ต้องประกอบด้วยคุณธรรม 4 ประการ คือ มีสมรรถภาพ มีเสรีภาพ มีความชอบธรรม และมีความเมตตากรุณา และได้แสดงทัศนคติเรื่องคุณภาพแห่งชีวิต “ปฏิทินแห่งความหวัง:  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคนในประเทศ ซึ่งเราทั้งหลายรู้จักดี
 
                 ยืนหยัดในหลักการ ไม่กลัวอำนาจอธรรม

                 อาจารย์ป๋วยเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีอุดมการณ์ในการดำเนินชีวิต เป็นผู้ที่ความคิด คำพูด และการกระทำ สอดคล้องและเป็นไปในทางเดียวกัน ท่านทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมา เป็นอิสระจากการแทรกแซงของอำนาจการเมือง ท่านกล้าที่จะขัดแย้งกับผู้มีอำนาจขณะนั้น ก่อให้เกิดปรปักษ์จำนวนไม่น้อย  ทำให้ขณะดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2496 ถูกปลดออกเมื่อทำงานได้เพียง 7 เดือน เนื่องจากไปขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจทางการเมืองในสมัยนั้น

                 นอกจากนี้ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยที่แสดงความคิดเห็นต่อต้านเผด็จการ เช่น เมื่อจอมพลถนอมปฏิวัติตัวเองในปี 2514 ดร.ป๋วย ได้เขียนจดหมายคัดค้านการกระทำดังกล่าว (จดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงนายทำนุ เกียรติก้อง) และได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกองทัพอย่างเปิดเผยในช่วงเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ในปี 2516 และ 2519 เป็นต้น

                 ชีวิตของท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สะท้อนให้เห็นความเป็นผู้นำทางสังคมที่มีหลักการ ยึดมั่นในประโยชน์ของส่วนรวม ท่านเป็นเป็นที่เคารพของคนทั่วไป ยกเว้นมิใช่สำหรับผู้มีอำนาจในประเทศขณะนั้น ท่านถูกกล่าวหาท่านเป็นคอมมิวนิสต์ จนท่านต้องไปพำนักที่ประเทศอังกฤษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จวบจนวาระสุดท้าย

                 ในพิธีไว้อาลัย อาจารย์ ป๋วย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดี มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ได้กล่าวอนุสติธรรมว่า คนไทยมีคนเก่ง คนดี คนกล้า คนเก่งไม่จริงก็มีมาก ทำเศรษฐกิจพังแล้วก็มี คนดีในประเทศไทยมีมาก ส่วนคนกล้าก็มีเช่นกัน แต่นายป๋วยมีทั้ง 3 อย่าง คือ ทั้งดี เก่ง และกล้า นายป๋วยไม่เคยกลัวอะไรเลย ไม่เคยก้มหัวให้สิ่งไม่ดี ถึงขนาดต้องออกจากประเทศก็ยอม..”

                 สังคมไทยทุกวันนี้ยังขาดแคลนบุคคลผู้มีปัญญาระดับนำทิศทางประเทศ  ผู้เป็นทั้งคนเก่ง คนดี คนกล้าเช่นอาจารย์ป๋วย ผู้กล้ายืนหยัดในหลักการอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจ กล้าชี้ทิศทางบ้านเมืองด้วยใจยุติธรรม  หากปัญญาชนในสังคมไทยรวมพลังกันยึดแบบอย่างอาจารย์ป๋วย ร่วมกันปฏิวัติตนเองเพื่อทำสิ่งดีแก่สังคม ย่อมมีพลังในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศให้ดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน
 

Popularity: 1%





ใช้ชีวิตสมดุลในรั้วฮาร์วาร์ด

October 31st, 2009


ใช้ชีวิตสมดุลในรั้วฮาร์วาร์ด
 
วันที่ : 7 กันยายน 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
 
            หากจะกล่าวถึงคำว่า “Ivy League Sport” หลายท่านคงนึกถึง กลุ่มมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาที่ทำในเชิงพาณิชย์ และสามารถสร้างนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจำนวนมากให้แก่การกีฬาของประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ ที่สนับสนุนให้นักศึกษาลงแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ เช่น อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล ฮอกกี้ ฟันดาบ ฯลฯ นับว่าเป็นการสร้างสีสันบรรยากาศของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งรายได้ และยังเป็นปัจจัยในการดึงดูดนักศึกษาใหม่ได้ด้วย

            แม้ว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่มีนโยบายในการให้โควต้าพิเศษสำหรับนักกีฬา แต่ระบบการคัดเลือกนักศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้สมัครแต่ละคนได้แสดงผลงาน ความตั้งใจในการศึกษาต่อในฮาร์วาร์ด ความสามารถที่โดดเด่นของตนเองในด้านกีฬา ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถเกือบ 1,500 คน และที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ที่เป็นตัวแทนประเทศ ไปร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว ในปี 2006 ถึง 6 คน และการแข่งขันโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์เมื่อปี 2004 จำนวน 13 คน

            ประสบการณ์หลังกำแพงฮาร์วาร์ดในฐานะนักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาลทำให้ผมเห็นการใช้ชีวิตของนักศึกษา ที่แม้ต้องเรียนอย่างหนัก แต่นักศึกษาเหล่านั้นได้แบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมถึงการเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ทั้งการเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดหลังจากการเรียนอันหนักหน่วง การเล่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนต่างคณะ รวมถึงการเล่นเพื่อการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “Ivy League Sport” ที่ทำให้บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยจะมีความคึกคักเป็นพิเศษ ในช่วงฤดูกาลของการแข่งขัน

            สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตวิถีชีวิตของนักเรียนนักศึกษาในหลาย ๆ ประเทศ คือ นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้น มักจัดแบ่งเวลานอกเหนือจากการเรียน ทำกิจกรรมที่เป็นความชอบ ความถนัดของตน วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เปิดกว้างให้นักศึกษาได้มีโอกาสค้นหาตนเอง เรียนรู้ทักษะที่นอกเหนือจากการเรียนนี้ ถือเป็นจุดเด่นประการหนึ่งที่แตกต่างจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของไทย ที่นักเรียน นักศึกษามุ่งเน้นการเรียน แต่ยังขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม

            ในขณะเดียวกันสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเองถือว่า เป็นส่วนสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษามีลักษณะนิสัยที่รักการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน สนใจกิจกรรมที่สอดคล้องกับความถนัด ความชอบของตนเอง เห็นได้จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และอีกหลายแห่งทั่วโลก มีวิธีการรับสมัครนักศึกษา โดยพิจารณาทั้งผลการเรียน กิจกรรมนอกห้องเรียนที่ผู้สมัครแต่ละคนทำอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคม รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งความรู้ความสามารถทางวิชาการ และทักษะที่จำเป็นต่อการออกไปเป็นพลเมืองของโลก ในมุมมองที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม
 
            สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้ผมคิดว่า การพัฒนาศักยภาพของคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาในทุก ๆ ด้านอย่างสมดุล ดังที่ผมเคยเสนอไว้ในหนังสือ “ข้าฯคือบัณฑิต: หลอมแนวคิดคนรุ่งใหม่ สู่ภาวะปัญญาชนแห่งยุค” เพื่อจะเป็นคนที่พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น

            การเรียน
เรียนอย่างมีเป้าหมาย เรียนตรงตามศักยภาพ ตักตวงความรู้ เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจของตนตลอดเวลา

            การเรียนรู้
รู้จักตนเอง ผู้อื่น สังคมโลก เรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้เชิงสหวิทยาการ เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง

            การพัฒนาทักษะ
ทั้งทักษะทางวิชาชีพ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะที่ตนเองถนัดและสนใจ เพื่อหลอมรวมความรู้ความสามารถเข้ากับงานในอนาคตต่อไปได้
 
            การเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม หมายถึง การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การนำพลังของนักศึกษาไปใช้ในทางสร้างสรรค์ผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของการทำดีเพื่อสังคมมากขึ้น
            นอกจากนี้ระบบการศึกษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นส่วนส่งเสริม หรือปิดกั้นนักเรียน นักศึกษาในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน การศึกษาที่พึงประสงค์ที่จะมีส่วนสนับสนุนผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองอย่างสมดุลอาจเริ่มจาก
            ระบบการคัดเลือกนักเรียนนักศึกษา ที่เป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมุ่งค้นหาตนเอง เรียนอย่างมีเป้าหมาย

            หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ สร้างแนวคิดใหม่แก่ผู้เรียนที่จะเรียนเพื่อ อัตตา ชีวา และปวงประชา ผ่านการทำกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน กล่าวคือ การเรียนเพื่ออัตตา โดยตระหนักว่า ไม่ใช่การเรียนเพียงเพื่อการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง การเรียนเพื่อชีวา เป็นการเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจคุณค่าความหมายของชีวิตและความเป็นคน ส่งผลต่อการยกระดับจิตใจที่กอปรด้วยคุณธรรม การเรียนเพื่อปวงประชา เป็นการเรียนเพื่อนำความรู้ความสามารถมาใช้ประโยชน์แก่ส่วนรวม สังคมและประเทศชาติ

            ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเหล่านี้จะเป็นสิ่งกำหนดให้คนที่ได้รับการศึกษาตระหนักได้ว่า ตนควรเก็บเกี่ยวสิ่งใดบ้างจากการศึกษา และจะใช้ประโยชน์จากการศึกษาที่ได้มา เพื่อตนเอง สังคม และประเทศชาติอย่างไรในอนาคตข้างหน้า
 
 

Popularity: 1%





แนวทางการสร้างศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ในองค์กร

October 31st, 2009


แนวทางการสร้างศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ในองค์กร
 
วันที่ : 13 กันยายน 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : งานอัพเกรด
 
         องค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ที่ความรู้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ การมุ่งสู่ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่องค์กรจำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นโดยเร็ว 

         โดยแนวทางในการพัฒนาที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้นมักเริ่มจากการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและการพัฒนาบุคลากรในองค์กรทั้งในระดับผู้บริหารและพนักงานให้เป็นคนแห่งการเรียนรู้และรักการเรียนรู้ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน (on-the-job learning) และการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ในองค์กรให้รองรับ อาทิ การปรับโครงสร้างในองค์กร การสร้างระบบที่มอบอำนาจในการเรียนรู้ (People empowerment in learning) ที่สนับสนุนพนักงานให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ระบบโค้ชงานที่เปลี่ยนจาก “สั่งการ” สู่ กลยุทธ์แบบ “สอนงาน” การสร้าง ระบบการให้รางวัล ระบบการประเมินผลที่จูงใจให้คนในองค์กรเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในองค์กรที่รองรับ เช่น วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้คิดแตกต่าง วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เป็นต้น รวมทั้งการสร้างบริบทหรือสภาพแวดล้อมในองค์กรให้เอื้อต่อการเรียนรู้นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ อาทิ การปรับปรุงสภาพของห้องอาหาร ทางเดิน พื้นที่ต่าง ๆ ในสำนักงานให้เป็นโซนแห่งการเรียนรู้ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

         อย่างไรก็ตามเนื่องจากกระบวนการขององค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น เป็นกระบวนการบริหารที่เน้นให้คนทำงานมุ่งมั่นเรียนรู้ผสมผสานอยู่ในกระบวนการทำงาน (Work Process) เป็นสำคัญ แนวคิดการบริหารองค์กรในยุคใหม่นี้จึงได้เปลี่ยนรูปแบบจากการพัฒนาทักษะในศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) ไปสู่การสร้างศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ให้เกิดขึ้นในองค์กร

         ศูนย์การเรียนรู้ในองค์กรนั้นโดยอีกนัยหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นห้องสมุดขององค์กรนั่นเอง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการดำเนินการเพื่อกระตุ้นให้พนักงานในองค์กรรักการเรียนรู้มากขึ้น กล่าวคือ

         บริการเชิงรุกจัดองค์ความรู้เข้าสู่พนักงาน
   โดยการนำความรู้ไปหาคน แทนการรอให้คนมายืมหนังสือแบบห้องสมุดทั่วไป เพื่อรองรับในกรณีที่พนักงานอาจมีข้อจำกัดไม่สามารถมายืมทรัพยากรความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง  โดยมีรูปแบบการบริการ อาทิ กิจกรรม Moblie Unit นำทรัพยากรความรู้ต่าง ๆ ไปบริการให้พนักงานถึงที่ การทำจดหมายข่าวอิเลคทรอนิกส์ (E-news) การจัดทำห้องสมุดออนไลน์ (online) มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อการทำงานทั้งจากการสแกนหนังสือเอกสาร หรือการดาวโหลดข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาบริการให้พนักงานด้วยช่องทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาทิ ระบบ Lan หรือการใช้ Intranet ส่งตรงไปสู่พนักงานในองค์กร  

         บริการองค์ความรู้ด้วยสื่อที่หลากหลาย
 เปลี่ยนจากองค์ความรู้แบบ Text base เป็น Multiple Mode โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยในการ ลดการใช้พื้นที่ในห้องสมุดในการเก็บเอกสาร เพิ่มพื้นที่ว่างในการให้บริการ และเพิ่มช่องทางในการใช้บริการที่หลากหลาย รวมทั้งการจัดระบบองค์ความรู้ทั้งหมดที่มี เพื่อสะดวกในการให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น CD-Rom, ห้องสมุดเสียง, ห้องสมุดเสมือนจริง ฯลฯ ในรูปแบบที่น่าสนใจน่าเข้าไปใช้บริการ

         บริการองค์ความรู้อย่างเป็นเครือข่าย
 ในการบูรณาการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงแหล่งความรู้อื่น ๆ เช่น ระหว่างแผนกกับแผนก ในการแบ่งปันผลงาน ข้อคิด หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นร่วมกัน รวมทั้งการบูรณาการระหว่างห้องสมุดของหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สถาบันวิจัย หนังสือพิมพ์ ทีวี ห้องสมุดในสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกัน

         บริการองค์ความรู้ผ่านการถกแถลง
ศูนย์การเรียนรู้ควรบริการห้องในการถกแถลงหรือมีเวทีให้ถกเถียงหรือนำเสนอผลงาน เนื่องจากองค์ความรู้สามารถเกิดขึ้นได้จากการพบปะพูดคุยถกเถียงต่อยอดทางปัญญาซึ่งกัน ศูนย์ข้อมูลควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการที่มาเป็นกลุ่มสามารถพูดคุยนำเสนอความคิดเห็น ถกประเด็นต่าง ๆ ให้เกิดการจุดประกายทางความรู้เกิดการต่อยอดทางความคิดและการผสมเกสรทางปัญญาระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยรูปแบบของห้องถกแถลงดังกล่าวอาจใช้บริเวณห้องประชุมที่มีอยู่แล้วในองค์กร หรือพื้นที่บริเวณศูนย์การเรียนรู้เอง พร้อมบริการด้านเทคโนโลยีหรือบริการด้านอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการนำเสนองานรวมถึงการจัดบริการในการสืบค้นข้อมูลทั้งจากห้องสมุดและจากอินเทอร์เน็ตในบริเวณนั้นโดยตรง
 
         บริการองค์ความรู้จากประสบการณ์พนักงานในองค์กร โดยการจัดระบบฐานความรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างบุคลากรผ่านประสบการณ์ความผิดพลาดและต่อยอดบนประสบการณ์ความสำเร็จของผู้อื่น อาทิ การรวบรวมคู่มือการทำงาน หรือคู่มือป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับองค์กรได้ใช้ประโยชน์ต่อไป 

         การสร้างองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้นั้นต้องประกอบด้วยหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหาร พนักงานในองค์กร ระบบโครงสร้างในองค์กร รวมทั้งการสร้างบริบทสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร การสร้างศูนย์การเรียนรู้ในองค์กรนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการ “ส่งสัญญาณ” ให้พนักงานและองค์กรในภาพรวมเห็นถึงการให้คุณค่าและความสำคัญของความรู้และการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร

Popularity: 2%