Archive for November, 2009

จะเลือกสิ่งใด ระหว่างงานกับคุณภาพชีวิต?

November 30th, 2009




จะเลือกสิ่งใด ระหว่างงานกับคุณภาพชีวิต?
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548
ในยุคของการแข่งขันและการทำงานเช่นในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าผู้อ่านเกือบทุกท่าน จะต้องมีภาระความรับผิดชอบเกี่ยวกับงาน ที่จะต้องทำมากกว่าสองอย่างพร้อมกันเป็นประจำ
ท่านผู้อ่านมีอาการเหล่านี้ไหม? ทำงานหรือประชุมในเรื่องหนึ่งอยู่ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แล้วก็มีเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเดิมมาให้ปวดหัว หรือจะต้องออกจากการประชุมก่อนหมดเวลาทุกครั้ง เนื่องจากจะต้องวิ่งไปประชุมอีกงานหนึ่ง หรือจะต้องรับประทานอาหารเที่ยงบนโต๊ะทำงานหรือในรถ เนื่องจากมีเวลาไม่พอจะนั่งทานข้าวแบบปกติ หรือตารางการนัดหมายไม่มีช่องว่างระหว่างวันให้ท่านพัก
อาการข้างต้นนี้เป็นอาการที่เป็นปกติธรรมดามากขึ้นในสภาวะแวดล้อมการทำงานในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าบางท่านก็ชอบที่จะให้เกิดอาการเหล่านั้น (หมายถึงว่าท่านมีความสำคัญ หรือมีงานเข้ามามาก) ซึ่งบางคนก็สามารถทำได้ดี (ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า เขาทำได้อย่างไร?) แต่บางคนก็เจอภาวะวิกฤติในชีวิตไปเลย
บทความในสัปดาห์นี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาสำหรับคนกลุ่มแรก (ที่ชอบอาการเหล่านี้และประสบความสำเร็จภายใต้ภาวะข้างต้น) แต่สำหรับผู้ที่ยังอยากใช้ชีวิตแบบปกติสุขแบบคนทั่วไปในอดีตครับ การที่งานล้นหรือมากเกินไปมักจะเกิดมาจากงานที่เข้ามามากเกินไป หรือเวลาที่มีอยู่น้อย หรือการที่ไม่สามารถปฏิเสธผู้อื่นได้ หรือบางครั้งก็เนื่องจากไม่รู้จักพอดี (คำว่าพอดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเงินอย่างเดียวนะครับ ทั้งตำแหน่ง ชื่อเสียง งานที่ต้องทำ) สุดท้ายอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์ก็ได้
ถ้าผู้อ่านเลือกและอยากที่จะใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพ (เช่น ไม่ต้องทานข้าวหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถ) ท่านก็ต้องเริ่มจากการไม่ไปหมกมุ่น และให้ความสำคัญกับผลิตภาพและประสิทธิภาพจนมากเกินไป รวมทั้งไม่ต้องไปสนใจต่อคำชมของผู้อื่นว่า ท่านเป็นพวกที่สามารถทำงานได้หลายๆ อย่างพร้อมกัน (Multitasking) และเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพ บางทีเราก็มักจะหลงไปยึดติดและหมกมุ่นกับคำเหล่านี้มากเกินไป จนทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุขได้ เวลาที่ท่านผู้อ่านนึกถึงคำว่า ผลิตภาพ ประสิทธิภาพ หรือ Multitasking ขึ้นมาทีไรนะครับ ขอให้นึกถึงคำอื่นตามมาด้วย เช่น ครอบครัว สุขภาพ พักผ่อน ความสุข แล้วท่านอาจจะลืมคำในชุดแรกไปเลยก็ได้ บางท่านอาจจะเถียงผมว่า ถ้าเราขาดผลิตภาพ ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ก็อาจจะส่งผลต่อผลงานและความก้าวหน้าในอาชีพได้ ซึ่งก็ถึงประเด็นสำหรับแต่ละคนแล้วครับว่า จะเลือกอะไร ผลิตภาพ ประสิทธิภาพ หรือคุณภาพชีวิตที่ดี ผมไม่ค่อยเจอเท่าไหร่นะครับที่คำทั้งสองกลุ่มนั้น สามารถที่จะไปด้วยกันด้วยดีในระยะยาว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเราแต่ละคนมีงานล้นมือกันตลอดเวลา ก็ต้องโทษความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ในอดีตเทคโนโลยี (โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร) ยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ผมก็เห็นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่สามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขแล้วก็ก้าวหน้าในอาชีพการงานได้
เราเคยคิดว่า เทคโนโลยีทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น มีผลิตภาพและประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของเรา เริ่มง่ายๆ ก็โทรศัพท์มือถือที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตามเราไปทุกที่ บางบริษัทให้พนักงานพักร้อนได้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเปิดโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา และยิ่งพัฒนาการที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เราก็เป็นทาสของมันมากขึ้น
ผมเองก็เป็นประจำครับ เมื่อใดก็ตามที่พาครอบครัวไปเที่ยวทะเล แต่ต้องพกโน้ตบุ๊คไปด้วยเพื่อนั่งพิมพ์บทความให้ท่านผู้อ่านในขณะที่นั่งมองลูกๆ เล่นทราย ประเด็นที่สำคัญอีกประการเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็คือ เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ความคาดหวังก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ต่อให้ท่านไปเที่ยวต่างประเทศ เมื่อมีเรื่องด่วนลูกน้องท่านก็สามารถส่งข้อความ sms ไปที่มือถือของท่าน เพื่อให้ท่านรีบโทรกลับมาที่ทำงาน
ในบางกรณีท่านอาจมีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้สำเร็จ โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตเสีย แต่ท่านก็ทำไม่ได้เนื่องจากท่านไม่สามารถจัดระเบียบชีวิต หรือจัดระเบียบในการทำงานได้ ซึ่งในเรื่องนี้ผมมองว่า ขึ้นอยู่กับบุคลิกและลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ปัจจุบันก็ได้มีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือจัดการที่ทำให้เราสามารถมีระเบียบในการทำงานได้มากขึ้น แต่ทีนี้ก็มีข้อควรระวังนะครับ นั้นคือยิ่งคนรอบข้าง (เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง) ทราบว่า ท่านมีความสามารถในการจัดระเบียบการทำงานได้ดี พวกเขาเหล่านั้นก็จะยิ่งมีความคาดหวังในตัวของท่านมากขึ้น
ตัวอย่างง่ายๆ เมื่อเราได้รับมอบหมายงานมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งเจ้านายคาดว่าน่าจะใช้เวลาสองวันเสร็จ แต่เนื่องจากท่านมีความสามารถในการทำงานและจัดระเบียบในการทำงานได้ดี ทำให้ท่านสามารถทำงานนั้นเสร็จในเวลาหนึ่งวัน ทัศนคติที่เจ้านายมีต่อท่านก็จะเปลี่ยนไป งานที่จะมอบให้รับผิดชอบก็จะมากขึ้นและต้องการเวลาน้อยลงเรื่อยๆ หลายคนมักจะชอบบ่นครับ ว่ายิ่งเก่งก็ยิ่งได้รับการคาดหวังมากขึ้น แล้วก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจจะทำงานได้เสร็จเร็วกว่ากำหนด แต่ยังไม่ยอมนำส่งงานจนกว่าจะถึงเวลา บุคคลเหล่านี้ก็จะมีเวลาว่างมากขึ้น และความคาดหวังที่ได้รับก็จะไม่สูงเท่าพวกแรก
ถึงตรงนี้ผู้อ่านก็จะต้องเลือกเส้นทางของตนเองว่าจะเอาอย่างไร จะเป็นคนเก่ง มีโอกาสก้าวหน้า ได้รับความคาดหวังไว้สูง แต่ในขณะเดียวกันงานหนัก เหนื่อย ไม่มีเวลาหายใจ หรือจะเป็นผู้ที่ทำงานดี อาจจะก้าวหน้าช้ากว่าพวกแรก มีประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงานที่น้อยกว่า แต่มีเวลากลับมาทานข้าวเย็นกับครอบครัวทุกวัน เสาร์ อาทิตย์ ก็ได้หยุดพักผ่อน
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ผมกำลังจะบอกให้ลดผลิตภาพและประสิทธิภาพในการทำงานลง ส่งผลให้ความก้าวหน้าในอาชีพช้าลง ซึ่งก็แล้วแต่จะมองนะครับ ท่านผู้อ่านคงจะต้องเป็นผู้เลือกเองว่า จะเอาอย่างไร? สัปดาห์หน้าเรามาดูกันต่อนะครับว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ชีวิตมีคุณภาพดีขึ้น และไม่มีงานล้นมือมากเกินไป

Popularity: 1%





โรคร้ายใหม่ในการทำงาน

November 30th, 2009




โรคร้ายใหม่ในการทำงาน
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้ จะเป็นพวกที่สามารถ หรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงาน กับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองห รือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?
ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก
ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา
ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว
การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น? ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม “ปิดประตู” เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับ ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)
ในสัปดาห์หน้าเราจะมาดูกันนะครับว่าจิตแพทย์ท่านนี้ จะมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับการจัดการกับโรค ADT ทั้งในแง่ของการบริหารตนเอง และในฐานะผู้บริหารที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ลูกน้องตนเองเป็นโรค ADT

Popularity: 1%





ใช้กล่องรับฟังความคิดเห็น ให้เป็นประโยชน์

November 30th, 2009




ใช้กล่องรับฟังความคิดเห็น ให้เป็นประโยชน์
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ธันวาคม 2547
ไม่ทราบว่าที่ทำงานของท่านผู้อ่าน ได้มีการจัดทำกล่องรับฟังความคิดเห็น (Suggestion Box) บ้างไหมครับ? ผมเชื่อว่า หลายๆ บริษัทมีเจ้ากล่องที่ว่านี้อยู่ หรือบางองค์กรก้าวหน้าไปกว่าแค่การทำกล่อง แต่มีระบบรับฟังความคิดเห็นแบบออนไลน์ (ของจุฬาฯ เรามี “เสียงสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์” อยู่ที่เวบของจุฬาฯ ครับ – www.chula.ac.th )
องค์กรส่วนใหญ่จัดทำระบบรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิด ความเห็น ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการทำงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านก็คงจะเห็นว่า เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กรที่ดีนะครับ
แต่สิ่งที่ดีก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ผมเคยเจอในหลายองค์กรแล้วว่า การจัดทำกล่องรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้แทนที่จะได้ความคิดเห็นดีๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาองค์กร กลับเป็นที่บ่นและระบายออกซึ่งความคับข้องใจของคนในองค์กร
ในสัปดาห์นี้อยากจะให้มาดูประเด็นการใช้กล่องรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้ในเชิงพัฒนา และสร้างสรรค์มากกว่าครับ
ประเด็นสำคัญสำหรับกล่องรับความคิดเห็นก็คือ เมื่อบุคลากรได้แสดงความคิดเห็นมาแล้ว ผู้บริหารหรือผู้ที่ดูแลกล่องเหล่านี้ จะทำการตอบสนองต่อความคิดเห็นที่เข้ามาอย่างไร? ท่านผู้อ่านลองนึกภาพความเป็นจริง ว่าถ้าในเดือนๆ หนึ่งได้รับความคิดเห็นเป็นสิบๆ ความคิดเห็น ท่านผู้อ่านในฐานะผู้บริหารจะตอบหรือนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างไร?
จะตอบทุกความคิดเห็นก็สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายพอสมควรนะครับ ขณะเดียวกันถ้าในสิบความคิดเห็นที่เสนอเข้ามา มีอยู่ความคิดเห็นหนึ่งที่ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ องค์กรก็ได้ประโยชน์แล้ว แต่ถ้ามองในทางกลับกันแล้ว ผู้ที่เสนอความคิดเห็นอื่นเข้ามาแล้ว ไม่ได้รับการตอบสนองหรือนำไปใช้จะรู้สึกอย่างไร? อาจจะเสียความมั่นใจ หรือไม่ก็อาจจะทำให้พนักงานผู้นั้นมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้บริหารไป แถมพนักงานนั้นยังไม่เข้าใจอีกด้วยว่า ทำไมความคิดเห็นที่เป็นเลิศของตัวเอง (ทุกคนจะคิดแบบนี้เหมือนกันครับ) ถึงไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้บริหาร ก็ต้องระวังนะครับว่าถ้าไม่จัดการให้ดี แทนที่จะเป็นข้อดีกลับจะกลายเป็นผลเสียต่อองค์กรแทน
ทีนี้ก็มีข้อเสนอที่ผมอ่านมาจากหลายๆ แห่ง นั้นคือเจ้ากล่องรับฟังความคิดเห็นนี้ แทนที่จะทำเป็นกล่องให้คนหยอดกระดาษลงไป ถ้าองค์กรท่านมีทรัพยากรเพียงพอ จะทำเป็นระบบออนไลน์ได้ไหมครับ และเมื่อเป็นระบบออนไลน์แล้ว แทนที่ผู้บริหารหรือผู้ดูแลจะเป็นผู้คัดเลือกหรือตอบสนองต่อความคิดเห็นต่างๆ (แล้วได้ตอบบ้างหรือไม่ตอบบ้าง) ลองให้บุคลากรในองค์กรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกความคิดเห็นดีๆ เพื่อนำไปใช้ได้ไหมครับ? การทำแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนพนักงานด้วยกัน ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการคัดเลือกความคิดเห็นที่เสนอมาและเข้าท่า เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
เรียกได้ว่า เป็นการทำให้บุคลากรทั้งองค์กรได้ช่วยผู้บริหาร ทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง ต่อความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เข้ามาอีกที เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถเลือกได้ว่า ความคิดเห็น และข้อเสนอใด ที่น่าจะนำไปปรับใช้ให้เกิดผลได้สูงสุดครับ
สิ่งที่หลายองค์กรทำ ก็คือ ให้บุคลากรทั้งองค์กรได้มีโอกาสให้คะแนนหรือ rank ต่อความคิดเห็นที่เสนอกันเข้ามา พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานที่สนใจได้ต่อยอดทางความคิดจากความคิดเห็นเดิม และผู้บริหารเองก็จะได้นำเฉพาะความคิดเห็นที่ได้รับคะแนนในลำดับที่สูงมาประยุกต์ปฏิบัติต่อไป และเมื่อองค์กรทำแบบนี้พนักงานที่เป็นผู้เสนอความคิดเห็นเข้ามา ก็จะมีความรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนเองได้รับความสนใจจากเพื่อนร่วมงาน ถึงแม้จะไม่ได้รับการคัดเลือกในท้ายที่สุดก็ตาม
ระบบในลักษณะนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อองค์กรของท่าน มีบรรยากาศในการทำงานที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งตัวบุคลากรในองค์กรเอง ก็จะต้องมีความกระตือรือร้นและรู้สึกท้าทายที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ
แรงจูงใจหรือผลตอบแทนที่พนักงานจะได้รับอาจจะอยู่ในรูปของรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือความภาคภูมิใจ และเกียรติยศเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ความคิดเห็นของตนเองได้รับความสนใจ และมีการนำไปปฏิบัติใช้งานจริง
นอกจากนี้บางองค์กรเองก็มีวิธีการที่น่าสนใจอีกแนวทางหนึ่ง นั่นคือแทนที่จะรอพนักงานเสนอความเห็นเข้ามา แต่เปิดโอกาสหรือเชิญชวนให้บุคลากรได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อโจทย์ที่ผู้บริหารกำหนดขึ้น ในบางสถานการณ์ผู้บริหารอาจจะมีโจทย์ปัญหาบางประการที่หาทางออกได้ลำบาก ผู้บริหารก็สามารถใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดหรือหาทางแก้ปัญหา นอกเหนือจากการได้รับทางเลือกที่หลากหลาย และอาจจะเป็นประโยชน์แล้ว ยังทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารในบางประเด็นมีความชอบธรรมมากขึ้นด้วย
อย่างที่มหาวิทยาลัย Yale ในสหรัฐอเมริกา เขาจะมี Idea Site ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยได้แสดงความคิดเห็น แล้วก็มีหัวข้อหนึ่งที่เขาเชิญชวนให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็น หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของกระบวนการ หรือระบบการทำงานที่ไม่เข้าท่า ภายใต้ชื่อว่า ‘Broken Processes’ ซึ่งผู้บริหารก็จะตอบสนองต่อความคิดเห็นเหล่านั้น โดยอาจจะมีการแก้ไขหรือปรับปรุงกระบวนการที่ไม่เข้าท่า หรือตอบคำถามให้บุคลากรได้ทราบว่า เจ้ากระบวนการที่คนอื่นเห็นว่าไม่เข้าท่านั้น จริง ๆ แล้วอาจจะมีประโยชน์ก็ได้
คิดว่าเนื้อหาในสัปดาห์นี้น่าจะนำไปปรับใช้กันได้นะครับ เพียงแต่อย่าลืมว่า จะทำได้ก็ต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ค่อนข้างดี อีกทั้งมีบรรยากาศที่เกื้อหนุนให้บุคลากรได้แสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ

Popularity: 1%