Archive for February, 2010

อโรมาเธราพี

February 28th, 2010


อโรมาเธราพี
คงจะเคยได้ยินคำว่า ‘อโรมาเธราพี’ มากันบ้างแล้วว่า “กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรสามารถบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้”
คราวนี้เรามาทำความรู้จักกับอโรมาเธราพีกันให้มากขึ้น
Aroma (อโรมา) หมายถึง กลิ่นหอม Therapy (เธราพี) หมายถึง การบำบัดรักษา
Aromatherapy (อโรมา-เธราพี) หมายถึง การบำบัดรักษาสุขภาพด้วยกลิ่น หอม
อโรมาเธราพี คือ การนำน้ำมันหอม ระเหยที่สกัดมาจากพืชและส่วนต่างๆของ พืช เช่น ดอก, ผล, เมล็ด,ก้าน, ลำต้น, ราก และใบ) มาใช้ประโยชน์สำหรับร่างกาย จิตใจ และ อารมณ์ ตลอดจนความงาม เนื่องจาก กลิ่นหอมสามารถช่วยป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บปวดได้ ในน้ำมันหอมระเหยนี้ มี สรรพคุณช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สร้างความ กระปรี้กระเปร่า สดชื่น สด ใสได้
คำว่า อโรมาเธราพี นำมาใช้ครั้งแรก โดย เรเน มอรัชส กัตฟอส (Rene Maurice Gattefosse) นักเคมีชาวฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1928 โดยใช้หลักทางสรีรศาสตร์ที่ว่า มนุษย์ สามารถสัมผัสกลิ่นได้มากกว่าหมื่นชนิด กลิ่นที่มนุษย์ได้รับสัมผัสในแต่ละครั้งจะผ่าน ประสาทสัมผัสรับกลิ่น (Olfactory nerves) ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูก (Nasal cavity) เมื่อ กลิ่นหอมจากละอองเกสรดอกไม้ต่างๆ ผ่าน กระเปาะรับกลิ่น (Olfactory bulbs) ที่ติดต่อ กับลิมบิค ซิสเต็ม (Limbic system) ซึ่งเป็น สมองส่วนควบคุม อารมณ์ ความทรงจำ และการเรียนรู้ต่างๆ ของมนุษย์ จึงสามารถ ส่งผลกับอารมณ์และจิตใจ ได้โดยตรง
น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากพืชสมุนไพร หลายชนิด ได้ถูกค้นคว้าวิจัยเพื่อนำมา บำบัดรักษาโรคต่างๆ ซึ่งในตัวพืชสมุนไพรมี คุณสมบัติในการบำบัดรักษาแตกต่างกันออก ไป เช่น น้ำมันหอมระเหยที่สามารถฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อราและยีสต์บางชนิด ให้ใช้น้ำมันหอมระเหยจากอบเชย กานพลู การบูร ลาเวนเดอร์ และยูคาลิปตัส ถ้าจะ คลายความเครียด นอนไม่หลับ ให้ใช้น้ำมัน หอมระเหยลาเวนเดอร์ ดอกส้ม หญ้าแฝก หรือโรสแมรี่ โดยใช้ทาหรือผสมกับน้ำอุ่นอาบ ก็ได้
การบำบัดรักษารักษาด้วยกลิ่นหอมนี้ มีอยู่หลายวิธี ได้แก่
การสูดดมโดยตรง ทำได้โดยเปิดฝา ขวดแล้วสูดดมกลิ่นโดยตรง หรือใช้สำลี ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมันหอมระเหยแล้วสูดดม วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพดี
การสูดดมจากไอระเหย มี 2 วิธี คือ วิธีแรก หยดน้ำมันหอมระเหย 5-10 หยด ใน ชามอ่างที่มีน้ำร้อน หลังจากนั้นก้มหน้าเหนือ ชามอ่างพร้อมกับใช้ผ้าขนหนูสะอาดๆ คลุม เหนือศีรษะ และสูดหายใจลึกๆ วิธีนี้เหมาะ สำหรับบรรเทาอาการไข้หวัดได้เป็นอย่างดี วิธีที่ 2 คือ ใช้เตาน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำอยู่ 1/3 ส่วน หยดน้ำมันหอมระเหยลงไป พร้อม ทั้งจุดเทียนใต้เตา เมื่อน้ำร้อนไอน้ำจะพา กลิ่นหอมระเหยไปทั่วบริเวณ ในประเทศ ญี่ปุ่น มีการใช้กลิ่นส้มหรือกลิ่นกุหลาบในที่ ทำงานพบว่า พนักงานทำงานได้มีประสิทธิ ภาพดีขึ้น ประเทศไทยจะนำไปใช้ก็น่าจะดี เหมือนกัน
การอาบหรือแช่น้ำ หยดน้ำมันหอม ระเหยประมาณ 20-30 หยด ลงในอ่างน้ำอุ่น จากนั้นแช่ตัวประมาณ 20 นาที วิธีนี้จะได้รับ ความสดชื่นดีที่สุด อีกทั้งทำให้ร่างกายอบอุ่น สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ บรรเทาอาการปวด เมื่อย ผ่อนคลายความตึงเครียดได้ กลิ่นที่ ใช้ได้ดี คือ กลิ่นโรสแมรี่, เบอร์กามอท, ลาเวนเดอร์ เป็นต้น
การนวด เป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพมาก น้ำ- มันหอมระเหยสามารถ ซึมเข้าสู่ผิวหนังผ่านทาง รูขุมขน นอกจากจะมี ผลต่อผิวพรรณแล้ว ยัง สามารถเข้าสู่ทางเดิน โลหิต และไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย เชื่อกัน ว่าการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยเป็นวิธีที่ดี ที่สุดในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย วิธีใช้ : ให้ เจือจางน้ำมันหอมระเหย 10 หยด กับน้ำมัน หลัก 20 มิลลิลิตร แล้วนวดตามต้องการ (น้ำมันหลัก คือ น้ำมันที่สกัดได้จากพืช เช่น น้ำมันจากเมล็ดอัลมอนด์, น้ำมันงา, น้ำมัน โจโจบา หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น เป็นต้น
ในการใช้น้ำมันหอมระเหย มีข้อควรระวัง เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยมีความเข้มข้นสูง ควรมีการเจือจางก่อนเมื่อต้องใช้กับผิวหนัง โดยตรง มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้หญิงมีครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ลมบ้าหมู ควรจะทำการศึกษารายละเอียด และคำเตือนในการใช้อย่างถี่ถ้วนก่อน

Popularity: 1%





ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย

February 27th, 2010


ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย

ในการใช้น้ำมันหอมระเหย ควรศึกษาวิธีการใช้ให้ละเอียดก่อน เพราะถึงแม้ว่าวิธีการใช้ง่ายแต่ก็มีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ควรทราบและพึงระวัง ดังนี้

1. ควรเจือจางน้ำมันหอมระเหยด้วย carrier oil ก่อนใช้ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นอาจทำให้ระคายเคืองได้ และไม่ควรให้น้ำมันหอมระเหยสัมผัสบริเวณรอบดวงตาและผิวที่อ่อนบาง

2. ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหย ควรทดสอบก่อนว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่

3. น้ำมันหอมระเหยบางชนิดเหนี่ยวนำให้ ผิวหนังมีความไวต่อแสง (photosensitive) เช่น น้ำมันมะกรูด น้ำมันมะนาว ฯลฯ ดังนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงภายหลังจากการ ใช้น้ำมันหอมระเหยเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

4. สตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ควร หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อไปนี้ คือ น้ำมันโหระพา น้ำมันกานพลู น้ำมันเปปเปอร์มินต์ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันแคลรี่เซจ (clary sage oil) น้ำมันไทม์ (thyme oil) น้ำมันวินเทอร์กรีน (wintergreen oil) น้ำมันมาร์โจแรม (marjoram oil) และเมอร์ (myrrh)

5. ผู้ที่เป็นโรคลมชัก และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันเซจ (sage oil)

6. ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยในขวดที่มีสี เข้ม ในที่ปลอดภัยห่างจากมือเด็กและเปลวไฟ

7. ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหย นอกจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเหมาะสมกับอายุด้วย

ดังนั้นจึงพบว่า Aromatherapy เป็นวิธีการบำบัดรักษาทางธรรมชาติวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นจึงมีผู้นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ประโยชน์ในการรักษาสุขภาพของตนเองมากขึ้น โดยผ่านการศึกษาค้นคว้ามาแล้วหลายช่วงเวลา สั่งสมให้คุณค่าความรู้ทางด้าน Aromatherapy มีสูงมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อที่จะได้นำผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนข้อมูลที่มีมาแต่เดิม และเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ Aromatherapy ในการนำมาบำบัดรักษามากยิ่งขึ้น

Popularity: 1%





ทิศทางของอุตสาหกรรมสปาไทยและบทบาทของสมาคมฯ ต่ออุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ

February 26th, 2010


ทิศทางของอุตสาหกรรมสปาไทยและบทบาทของสมาคมฯ ต่ออุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ

คงแถบจะไม่ต้องกล่าวถึง อีกแล้วว่าความโด่งดังของ สปาไทยนั้นมีชื่อเสียงและกล่าวถึงเป็นวงกว้างในต่างประเทศนั้นขนาดไหน สิ่งที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นในเรื่องเฉพาะความเป็นเลิศในการให้บริการสปา และปรัชญาของ สปาไทย
หากเนื้อแท้แล้ว เราคงต้องมองทั้งภาพรวมของอุตสาหกรรมสปาไทย ยังมีองค์ ประกอบ ของผู้ประกอบการสปาไทยที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ที่สามารถสร้างสรรผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อทำให้รูปแบบ สปาไทย เต็มไปด้วยความสมบรูณ์แห่งจิตวิญญาณ ภายใต้ปรัชญา และภูมิปัญญาของ ไทย ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ เด่นเป็นสง่า ก้าวขึ้นสู่เวที ในวงการอุตสาหกรรมสปาโลก

ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาแล้วพบว่า เราควรจะรวมตัวกัน ผลึกกำลังเป็นกลุ่มก้อน แลกเปลี่ยนข้อมูล รวมพัฒนาปรับปรุง เพื่อขับเคลื่อน สปาไทย ให้เป็นที่ยอมรับ เด่นเป็นสง่า อย่างยั่งยืน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ( ภายในประเทศ อย่างเช่นในการที่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เข้ามารับบริการสปา ตามสถานประกอบการต่างๆ และต่างประเทศในด้านการนำต้นแบบสปาไทยไปเผยแพร่ โดยนักลงทุน การส่งออกผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ควบคู่กับการดำเนินกิจการสปา ) สมาคมฯจึงใคร่ที่ท่านผู้ ประกอบ การทั้งหลาย อันประกอบไปด้วยผู้ประกอบการ ดังต่อไปนี้

Spa Ower or Spa Operators
Spa Raw Materials Treatment Product
Spa Product Suppliers
Spa Product End Users
Spa Décor
Spa Accessories
Spa Equipment
Spa Schools
Spa Consultant
Spa Gift

เข้ามามีส่วนร่วม ในการระดมความคิดเห็น กำหนดบทบาท กำหนดทิศทาง การเจริญเติบโตที่ มั่นคงและยั่งยืน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งภายในและ ต่างประเทศรวมกัน โดยการร่วมเสนอแนะความคิดเห็นต่างๆ การแจ้งปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำไปสู่แนวทางในการรวมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน โดยทางสมาคมฯจะเปิดศูนย์รับข้อมูล ผ่านเว็ปไซด์ของสมาคมฯ หรือผ่านทางโทรสาร พร้อมจัดเตรียมคณะทำงาน ( สมาคมฯเปิดกว้างสำหรับทุกท่านที่ยินดีจะสละเวลาเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะทำงาน ) เพื่อประสานงานภาครัฐ โดย ทางสมาคมฯ จะได้นำประเด็นปัญหาต่างๆ ขึ้นมากล่าว นำเป็นแต่ละหัวข้อในครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องช่องทาง การตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศในแต่ละประเภทของผู้ประกอบการตามที่กล่าวมาข้างต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาบุคลากรขาดแคลน

พร้อมกันนั้น ทางสมาคมฯอยู่ในระหว่างดำเนินงาน จัดเตรียมวางแผนตารางการฝึกอบรมปี 2549 ตลอดทั้งปี เช่น จัดอบรมสัมนาให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านความรู้ ความเข้าใจ โครงสร้างของธุรกิจสปา
การลงทุนทำธุรกิจสปาอย่างไรให้สำเร็จ
เรื่องการพัฒนาเมนูให้บริการ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ตรงกับความต้องการของตลาด
วิธีการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
วิธีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สปา
การพัฒนาธุรกิจ โดย e-marketing
จะโปรโมท website อย่างไรให้เข้าถึงผู้บริโภค
การออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และอื่นๆอีกมากมาย

หรือหากผู้ประกอบการท่านใด มีความประสงค์ที่จะให้สมาคมฯจัดอบรมสัมมนา ในหัวข้อเรื่องใด ก็สามารถแจ้งมายังสมาคมฯ เพื่อที่สมาคมฯจะได้พิจารณาขึ้นหัวข้อเพื่อให้ท่านที่สนใจร่วมลงทะเบียน ความประสงค์ของท่าน และหากมีผู้สนใจเป็นจำนวนที่มากพอกับการเปิดจัดอบรม ทางสมาคมฯจะดำเนินการทันที

กรณ์สรวง ภิรมย์
นายกสามาคมผู้ประกอบการสปาไทย

Popularity: 1%