Posts Tagged ‘ทรัพยากรบุคคล’

วิถีการทำงานร่วมกันอย่างมีสุนทรียภาพ

February 19th, 2010




การรวมกลุ่มกันของมนุษย์ เพื่อปฏิบัติภารกิจภายใต้วิถีการทำงานร่วมกันให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นแนวคิดที่นักบริหารจัดการต่างคาดหวัง และหมายมั่นให้เป็นเช่นนั้น โดยพยายามค้นหาวิธีการต่างๆมาสนับสนุน แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวัง แม้กระทั่งบางครั้งอาจจะดูเหมือนได้ผลแต่เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็กลับสู่สภาพดั่งเดิม ไม่มีความยั่งยืนถาวร ทั้งนี้ถ้ามาวิเคราะห์ดูเหตุและปัจจัยต่างๆประกอบแล้ว จะพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวิถีไทย ที่ทำให้เกิดเหตุนั้นก็คือ ความไม่เข้าใจความเป็นจริงในตัวคน ไม่เข้าใจแก่นแท้ของการเกิดพฤติกรรมที่ถาวรของมนุษย์ คนทุกคนมีความแตกต่าง คนเหมือนคน แต่คนก็ไม่เหมือนกัน คำว่า “ปัจเจกบุคคล” จึงถูกบัญญัติขึ้น ทำไมคนแต่ละคนจึงมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ลองมาวิเคราะห์ตามดูว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

เริ่มจากการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ สิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมมนุษย์ นั่นคือ กรอบแนวคิดของบุคคล อันประกอบด้วย เจตคติ ความเชื่อ และค่านิยมของบุคคล สิ่งที่ทำให้มนุษย์นำมาสร้างกรอบแนวคิด นั่นคือ การได้ลงมือทำและพิสูจน์แล้วเห็นผลจริงด้วยตนเอง หรือที่เราเรียกว่า ทักษะที่เกิดจากการฝึกฝน สิ่งที่เป็นเหตุให้มนุษย์สามารถสร้างทักษะฝึกฝนตนเองได้นั่นคือ องค์ความรู้เฉพาะบุคคล ที่ได้จากการนำข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆมาพิจารณาและวินิจฉัยอย่างมีหลักการ สิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถเก็บกักและนำข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้าสู่ตนเองได้ นั่นคือ การที่มนุษย์มีสมองเป็นอุปกรณ์ในการเก็บและประมวลผล โดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัสทั้ง ๕+๑ ที่มีติดตัวมนุษย์มาทุกคนเป็นตัวส่งสัญญาณที่ได้รับรู้มา (การรับสัมผัส ๕ ทางได้แก่ การมองเห็น , การได้ยินเสียง , การได้กลิ่น , การได้รับรู้รสชาติ และการได้รับรู้สัมผัส ส่วนการรับอีก ๑ ทางนั้นคือ ความรู้สึกของปัจเจกบุคคล นั่นคือ อารมณ์)

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า เพราะการรับรู้นั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดการศึกษาวินิจฉัยของบุคคลสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ส่วนตนซึ่งเป็นปัจจัยไปก่อให้เกิดการทดสอบองค์ความรู้นั้นด้วยการลงมือฝึกฝนและเป็นปัจจัยไปก่อให้เกิดการยึดติดเป็น เจตคติ ความเชื่อ และค่านิยมส่วนบุคคล (กรอบแนวคิดของบุคคล) ซึ่งเป็นปัจจัยต่อไปทำให้เกิด การแสดงออกอย่างซ้ำๆและถาวรจนเป็นพฤติกรรม ที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะสื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ โดยไม่ต้องบอกกล่าว เราอาจเคยได้ฟังในสิ่งที่พระท่านสั่งสอนเราอยู่เสมอว่า “คนเราคิดอย่างไร จะทำอย่างนั้น คนเราทำอย่างไร ก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้น คนเราเชื่ออย่างไรพฤติกรรมก็จะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นจงระวังความคิดของตนเองให้ดี และหมั่นฝึกฝนความคิดของตนให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ”

สุนทรียภาพมีส่วนช่วยให้เกิดการบรรยากาศการทำงานร่วมกันแบบ Win-win Situation ได้อย่างไร

การรับรู้ทางความรู้สึกของปัจเจกบุคคล (อารมณ์) จะมีความไวและรวดเร็วมากต่อสิ่งเร้าที่มากระทบผ่าน เพราะมีการปรุงแต่งจากความต้องการหยาบๆของมนุษย์(สัญชาติญาณดิบ) จึงเป็นอารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ และจะสร้างพลังเหนี่ยวนำให้เกิดการกระทำขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หยาบนั้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ศึกษา วิเคราะห์ พิจารณา สังเคราะห์ (การใช้วิจารณญาณ) ของบุคคลก่อนที่จะแสดงเป็นการกระทำออกมา ถ้าเราไม่มีความตระหนักและเข้าใจอย่างดีพอ การกระทำแบบนั้นก็จะกลายเป็นความเคยชิน และกลายเป็นพฤติกรรมที่ถาวรของเราไปในที่สุด

สุนทรียศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วย ความดี ความงาม ซึ่งเป็นความงามที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือความงามในทางศิลปะก็ได้ นักปราชญ์ทางศิลปะกล่าวว่า “ความงามเป็นหน่วยความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ทางความรู้สึกกับการสื่อสารความหมาย”สุนทรียศาสตร์ เป็นมาตรฐานความงามในเชิงทฤษฎี (Theory of Beauty) อยู่ในปรัชญาสาขา Axiology ซึ่งจะโน้มนำไปสู่ การสร้างสุนทรียภาพของบุคคล

สุนทรียภาพของบุคคล เป็นสภาพความซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่งดงาม ไพเราะ รื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือ ศิลปะ ความซาบซึ้งในคุณค่าดังกล่าวจะเจริญเติบโตได้โดยประสบการณ์ การศึกษา อบรม ฝึกฝน จนเป็นอุปนิสัย และเกิดรสนิยม(Taste)ขึ้นตามตัวบุคคล ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ในความรู้สึกที่ซาบซึ้งนั้นเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ที่บริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งใดๆปรุงแต่งในห้วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นพฤติกรรมของผู้ที่มีสุนทรียภาพจะมองคุณค่าของสรรพสิ่งทุกอย่างจากภายใน(Intrinsic Value) มากกว่าภายนอก(Extrinsic Value) เปรียบได้กับเป็นตัวกรองที่จะสนองต่อความต้องการที่ละเอียดอ่อน สร้างพลังเหนี่ยวนำให้เกิดการกระทำที่ดีงาม งดงาม ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ศึกษา วิเคราะห์ พิจารณา สังเคราะห์ (การใช้วิจารณญาณ) แสดงเป็นการกระทำที่มีความงดงามเหมาะสม ชื่นชมต่อผู้พบเห็น จนติดตัวกลายเป็นพฤติกรรมถาวร เป็นเอกลักษณ์ที่สง่างามเฉพาะตัว น่าเคารพ นับถือ เลื่อมใสและศรัทธา สอดคล้องกับหลักการ Win-win Situation ที่มุ่งเน้นการสร้างสถานการณ์แบบชนะทั้งสองฝ่าย เป็นการเอาชนะกันด้วยใจ เพื่อก่อให้เกิดความรัก ความศรัทธา และความเชื่อถือต่ออุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งจะมีผลก่อให้เกิดวิถีร่วมกันอย่างสอดคล้องชัดเจน นำมาสู่การมีชัยชนะร่วมกันได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ของบุคคล มีผลต่อการรับรู้และสามารถควบคุมพฤติกรรมคนรอบข้างได้

จากข้อเท็จจริงต่างๆ ทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า การรับรู้ของมนุษย์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัจจัยเริ่มต้นของการก่อให้เกิดการกระทำ และพฤติกรรมของมนุษย์ ในทางจิตวิทยาได้ศึกษาและค้นพบว่า มนุษย์เรานั้นจะปฏิบัติต่อคนอื่นตามภาพลักษณ์ของเขาที่อยู่ในใจเรา นักจิตวิทยาเรียกวิธีการนี้ว่า “การจัดการความประทับใจ” (Impression Management) นั่นก็หมายความว่า เราสามารถที่จะใช้ภาพลักษณ์ (Image) ควบคุมพฤติกรรมของคนอื่นที่มีต่อตนเองได้ ด้วยวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเรา ให้กับผู้อื่นได้รับรู้นั่นเอง

แต่สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจและตระหนักให้ดีก็คือ การเสนอภาพตนเอง (Self-Presentation) เพื่อสร้างเป็นภาพลักษณ์นั้น จะต้องเกิดจากความเป็นตัวตนของเราจริงๆ เราจะต้องสำรวจ เปิดใจ พิจารณา และปรับปรุงตนเองให้ดีก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับจิตใจ โดยพยายามฝึกรับรู้จากอารมณ์ที่บริสุทธิ์ ปราศจากการปรุงแต่ง มองคุณค่าของสรรพสิ่งทุกอย่างจากแก่นแท้ข้างในให้มากกว่ามองแค่เปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก การปฏิบัติเช่นนี้จนเป็นพฤติกรรมที่ดีงามจะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเป็นตนของเราอย่างแท้จริง และสง่างาม ผู้คนรอบข้างเราจะรับรู้ในภาพลักษณ์ของเราเช่นนี้ได้อย่างดี สิ่งที่เราจะได้รับตามมาก็คือ ความเคารพ นับถือ เลื่อมใสและศรัทธา

การเสนอภาพตนเอง จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ได้มาจากตัวตนที่แท้จริงของเรา แม้จะมีวิธีการวางแผนอย่างดี จนประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ แต้ถ้ากาลเวลาเปลี่ยนไป คนรอบข้างรู้ว่า สิ่งที่เรานำเสนอมาไม่ตรงกับภาพลักษณ์แห่งความเป็นจริงตามที่เสนอไว้ คนรอบข้างจะเกิดการสะบัดกลับของความรู้สึกผิดหวัง หมายความว่า เคยรักเท่าไรก็จะเกลียดมากเท่านั้นนั่นเอง

แนวทางการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานร่วมกันอย่างมีสุนทรียภาพ

๑. สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจตัวเองอย่างดีพอ เปิดใจพิจารณาตัวเอง ให้เข้าใจและรู้จริงอย่างถ่องแท้ ในประเด็นคำถาม ดังนี้

เราใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียภาพมากน้อยเพียงใด ?

ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลเป็นอย่างไร ?

กรอบแนวคิดของเราเป็นอย่างไร ?

เราเป็นตัวของตัวเองมากน้อยแค่ไหน จุดยืนของเราคืออะไร ?

เอกลักษณ์ของเราที่สามารถสื่อเป็นภาพลักษณ์ได้คืออะไร ?

๒. หลังจากทำความเข้าใจตนเอง และปรับปรุงได้ในระดับหนึ่งแล้ว ลองนำองค์ความรู้ที่ได้มาทำความเข้าใจผู้อื่นดูบ้าง ในเรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ต่อการตอบสนองสัญชาติญาณดิบปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกต่างของบุคคล( กฎของปัจเจกบุคคล )

๓. เข้าใจสัจธรรม ความเป็นจริง โดยการพิสูจน์เห็น ไม่ใช่เชื่อตามคำบอกกล่าวที่บอกต่อๆกันมา ข้อมูล ข้อเท็จจริง องค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิถีตะวันออก วิถีตะวันตก หรือจากมุมหนึ่งมุมใดบนโลกนี้ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงตามบริบทแวดล้อม และ กาลเวลา ดังนั้นหากนำมาใช้ภายใต้บริบทแวดล้อม และกาลเวลาที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นไปได้ว่าจะให้ผลที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นในการศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงนั้นจะต้องตามด้วยการเรียนรู้ แบบผสมผสานระหว่างหลักธรรมชาติ(ตามพุทธปรัชญา)ของวิถีตะวันออกและหลักปฏิบัติของวิถีตะวันตกด้วยเสมอ เพื่อสังเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มีความเหมาะสมกับบริบทแวดล้อม และกาลเวลา อันจะนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดและจุดยืนของตัวเราเองอย่างเหมาะสม

กล่าวโดยสรุป

หลักการทำงานร่วมกันภายใต้สถานการณ์แบบชนะ-ชนะ (Win-win Situation) เป็นวิถีภายใต้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมตะวันตก ที่สามารถนำมาผสานและเทียบเคียงกับหลักพุทธปรัชญาตามวิถีตะวันออก ตามหลัก วินัยของคฤหัสถ์ ว่าด้วยเรื่องของการปฏิบัติต่อมิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือนทิศเบื้องซ้าย เพื่อเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการเอาชนะใจซึ่งกันและกันระหว่างมิตรสหาย ซึ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

๑. เผื่อแผ่แบ่งปัน เอื้อเฟื้อกันตามอัตภาพเท่าที่เราสามารถจะทำได้ โดยที่ตัวเราและคนรอบข้างไม่เดือดร้อน โดยเฉพาะในสิ่งที่เรามีเกินความพอดี แต่ในขณะที่ผู้อื่นมีความจำเป็นต้องใช้

๒. พูดจามีน้ำใจ คำพูดบางคำนั้นอาจทำให้คนที่ได้รับฟังชอกช้ำไปตลอดชีวิต ดังนั้นในการอยู่ร่วมกันควรระมัดระวังในการใช้คำพูดถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีก็ตาม

๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สนับสนุน ส่งเสริม สิ่งที่ดีงามให้แก่กันเท่าที่จะทำได้ในบทบาทหน้าที่อย่างมีขอบเขต และมีความเหมาะสม

๔. มีตนเสมอ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย ปฏิบัติให้เห็นถึงความผูกพันกันด้วยใจ โดยปราศจากการวางเงื่อนไขใดๆ และละไว้ซึ่งยศ บรรดาศักดิ์ต่างๆ

๕. ซื่อสัตย์จริงใจ แสดงออกซึ่งต่อหน้าและลับหลังด้วยพฤติกรรมเดียวกันรักษาความลับของผู้อื่น รักษาและให้เกียรติในผลประโยชน์ของผู้อื่น

ในส่วนของหลักการที่เป็นแนวทางเกื้อกูล (กลยุทธ์ในการประสบความสำเร็จของบุคคล) ที่สามารถส่งเสริมแนวทางหลักได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย

๑. ความรัก คือ ความประทับใจ ความรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็น บุคคล งาน ปรากฏการณ์ต่างๆที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะความรักทำให้เกิดความอยากที่จะทำให้บรรลุผล

๒. ความพากเพียร คือ บททดสอบที่มีผลสืบเนื่องจากความรัก ทำให้ความรักมีคุณค่าแก่ชีวิต และทรงคุณค่าอย่างยั่งยืน แม้กาลเวลาจะแปรเปลี่ยนไป เป็นสิ่งที่ชักนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ

๓. ความจับไม่ปล่อย คือ ความหมายมั่น จดจ่อในสิ่งที่ต้องการทำให้ได้ตามที่ปรารถนา ในสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ โดยปราศจากการวางเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

๔. ความคิดสร้างสรรค์ คือ การรู้จักใช้ความคิดอย่างสุขุม โดยผ่านกระบวนการวิจัย วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดเป็นความคิดใหม่ มุมมองใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา

แนวทางทั้งสองแนวทางนี้ครอบคลุมหลักการทำงานร่วมกันภายใต้สถานการณ์แบบชนะ-ชนะ (Win-win Situation) อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นหลักการต่างๆอีกมากมาย และที่สำคัญสำหรับวิถีไทยอย่างเรานั้นเรามีความคุ้นเคยกับหลักธรรมคำสอนต่างๆเหล่านี้มาตั้งแต่เกิดจนตาย และมีมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี เพียงแต่ว่าท่านเคย ได้ฟัง หรือเพียงแค่เคย ได้ยิน ?

ที่มา : นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร

http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2750

Popularity: 1%





แปลกจริง ทำไมหางานทำไม่ได้?

February 16th, 2010




แปลกจริง ทำไมหางานทำไม่ได้?

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ย่ำต๊อกหางานมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้งานเสียที แทนที่จะมามัวท้อแท้อยู่ ลองมาหาข้อผิดพลาดดูเถอะว่า ทำไมหนอคุณถึงไม่ได้งาน ทั้งๆ ที่ “โปรไฟล์” ส่วนตัวก็มิได้ขี้เหร่เลยสักนิด…

- เช็คดูซิว่า เรซูเมของคุณเหมาะกับงานที่ไปสมัครหรือเปล่า หลายคนมีเรซูเมแค่ชุดเดียว สำหรับใช้ตลอดปีตลอดชาติ จริงๆ แล้วคุณควรปรับตัวเองเป็นนักเขียนเรซูเมมืออาชีพก่อนด้วยการเขียนให้เหมาะกับงานที่จะสมัคร เรื่องนี้สำคัญพอๆ กับการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานแต่ละที่เลยล่ะ

- บางคนวางตัวเป็นธรรมชาติมากเกินไป จนธรรมชาติของคุณอาจจะกลับมาทำร้ายได้ ระวังให้ดี การตีซี้กับแผนกเอชอาร์มากเกินเส้นแบ่งของความพอดี โดยเฉพาะการแสดงความสนิทสนมที่ไม่รู้ว่าก่อกันมาแต่ชาติปางไหน เช่น การเรียกตัวเอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่แผนกเอชอาร์ด้วยชื่อเล่นก่อนที่เขาจะชักชวนให้เรียก ซึ่งแย่พอๆ กับไปสมัครงานบริษัทข้ามชาติแล้วเรียกชื่อหน้าของฝรั่งเลยทีเดียว

- หลายๆ คนที่ไปสมัครงาน อาจจะไปอ่านเคล็ดลับจากที่นั่นที่นี่ว่าให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เคราะห์ร้ายที่ลืมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม เพราะต้องการเป็นตัวของตัวเองที่อาจจะเซ็กซี่เกินเหตุ ซกมก ไม่สุภาพ ฯลฯ

- ความไม่เป็นมืออาชีพก็น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีมีเอี่ยวกับชีวิตมากมาย บางครั้งผู้สัมภาษณ์อาจต้องการอีเมล์ของคุณเพื่อส่งเอกสารสำคัญ หรืออาจจะให้แบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถของคุณก่อนรับเข้าทำงาน ปรากฏว่าคุณมีแต่อีเมล์แอดเดรสประเภท ilikes2party@hotmail.com โอ้โห… น่ารับเข้าทำงานมากเลย

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ บางทีแค่ลืมกล่าวคำ “ขอบคุณ” หรือ “ขอโทษ” ในเวลาที่เหมาะที่ควร ก็เป็นสาเหตุให้คุณไม่ได้งานเช่นกัน คำแนะนำคือ จงมีสติเข้าไว้ แล้วดีเอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Bangkok Post & Post Today

Popularity: 1%





ระวัง!! ข้อผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน

February 15th, 2010




ระวัง!! ข้อผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน

เมื่อทราบแล้วว่าบริษัทจะพิจารณาอะไรบ้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันผู้สมัครงาน จำนวนมากยังไม่ให้ความสำคัญในการเขียนใบสมัคร หรือไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่กำหนดไว้ในใบ สมัคร ทำให้พลาดโอกาสสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการสมัครงานไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงขอกล่าว ถึงข้อผิดพลาดในการกรอกใบสมัครที่ทำให้ผู้สมัครต้องพลาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเข้า สัมภาษณ์หรือรับเข้าทำงาน ดังนี้

1. ลายมือของผู้สมัครงาน
ลายมือของผู้สมัครงานสามารถบ่งบอกถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับผู้สมัครงาน เช่น
ความรักสวยรักงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งในข้อนี้บริษัทมิได้พิจารณาว่าลายมือของผู้ สมัครงานสวยหรือไม่ แต่จะพิจารณาว่าลายมือของผู้สมัครงานนั้นคนทั่วไปสามารถอ่านออกหรือไม่ ข้อแนะนำสำหรับเรื่องลายมือในการกรอกใบสมัครก็คือ ลายมือไม่จำเป็นต้องสวย หรือ ตัวบรรจง แต่ ขอให้เขียนให้อ่านง่าย ๆ เป็นระเบียบเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องก็ใช้ได้ และที่สำคัญอย่าใช้เวลาในการ กรอกใบสมัครนานเกินไป

2. การกรอกข้อมูล ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ เกิดจาก
- การกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ใบสมัครกำหนด
- การกรอกข้อมูลผิดพลาดจากจุดประสงค์ที่ใบสมัครต้องการทราบ
- การกรอกข้อมูลหรือเขียนข้อความผิด ๆ หรือมีการแก้ไขมาก

- กรณีการกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนนั้น โดยทั่วไปใบสมัครของบริษัทเกือบทุกแห่งมักมีข้อความที่ ว่า “โปรดกรอกข้อความให้ครบถ้วน” แต่ในบางครั้งผู้สมัครงานนั้นไม่มีข้อมูลที่จะให้ในข้อนั้น ๆ เช่นข้อ มูลเกี่ยวกับสถานะทางทหาร ผู้สมัครงานที่เป็นสตรีก็คงไม่มีข้อมูลนี้ให้กรอก หรือสถานะทางครอบครัว เกี่ยวกับคู่สมรสซึ่งบางคนยังโสด เป็นต้น วิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดข้อนี้ก็คือข้อความใดในใบสมัครที่ผู้ สมัครงานไม่มีข้อมูลจะให้ก็ควรเขียนเครื่องหมาย (-) ไว้ในช่องว่างนั้น เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ ลืมเติม แต่ไม่มีข้อมูลลักษณะนี้ก็เป็นการสื่อให้เห็นว่าผู้สมัครไม่ใช่คนประมาทเลินล่อและไม่มีเจตนาที่ จะปกปิดข้อมูล

- ขอย้ำว่าการกรอกข้อมูลในใบสมัครงานไม่ครบถ้วนนั้น นอกจากผู้คัดเลือกจะเกิดทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้สมัครแล้วยังทำให้ผู้สมัครงานพลาดโอกาสอีกด้วย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการศึกษา ผู้สมัคร มักกรอกข้อมูลเฉพาะการศึกษาในช่วงก่อนการเข้าทำงานเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าข้อมูลของการศึกษาใน เบื้องต้นก็มีส่วนทำให้ผู้สมัครงานมีโอกาสได้งานทำมากขึ้น เช่น บังเอิญจบจากสถานศึกษาที่ผู้ สัมภาษณ์หรือผู้คัดเลือกเคยศึกษามาก่อนก็จะทำให้รู้สึกว่าผู้สมัครงานรายนี้เป็นพรรคพวกหรือเกิดทัศ นคติที่ดี ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เห็นผู้สมัครงานเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้สมัครงานกรอกข้อมูลตกหล่นในส่วนที่เป็นสาระ สำคัญแล้ว โอกาสที่จะได้รับการพิจารณาก็แทบจะหมดไปเลย

- กรณีการกรอกข้อมูลผิดพลาดจากวัตถุประสงค์ของใบสมัคร การผิดพลาดเช่นนี้เป็นการผิด พลาดที่ทำให้เกิดการสื่อสารผิดเพี้ยนจากเจตนารมณ์ของผู้ต้องการข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล บางครั้งก็ มองดูเป็นเรื่องตลกไป แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครงานได้

- ตัวอย่างเช่น ในใบสมัครมีข้อความให้กรอกเกี่ยวกับสถานที่เกิดของผู้สมัครงาน โดยเขียนว่า สถานที่เกิด…ผู้สมัครก็กรอกข้อมูลว่า “ที่บ้าน”หรือ “โรงพยาบาล” ซึ่งถ้าดูโดยผิวเผินก็น่าจะไม่มีอะไร ผิดพลาด แต่แท้ที่จริงแล้ว บริษัทนั้นต้องการทราบว่า “เกิดที่จังหวัดอะไร” ครั้นผู้พิจารณาคัดเลือกเขา เห็นผู้สมัครกรอกข้อความว่า “ที่บ้าน” หรือ “โรงพยาบาล” ก็เลยทำให้คิดไปว่าอีกหน่อยก็คงมีคนกรอก ข้อความว่า “บนทางด่วน” “บนรถแท็กซี่” หรือ “บนเครื่องบิน” เพราะมารดาของผู้สมัครงานเดินทาง ไปโรงพยาบาลไม่ทันบริษัทอาจมองว่าผู้สมัครงานนั้นไม่มีสามัญสำนึกและยิ่งผู้สมัครงานนั้นมีการ ศึกษาถึงระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทแล้ว แต่ยังกรอกใบสมัครเช่นนั้นจะให้ผู้คัดเลือกหรือผู้ สัมภาษณ์พิจารณาผู้สมัครงานนั้นเป็นเช่นใด เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรเลย

- ตัวอย่างอีกแบบหนึ่งคือ การกรอกข้อมูลความรู้ความสามารถพิเศษผู้สมัครงานบางคนก็กรอก เล่นดนตรีไทย เป็นนักกีฬาฟุตบอล ขับรถยนต์ได้ เป็นต้น การกรอกข้อมูลในลักษณะนี้ก็คงไม่ได้ เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานเท่าใดนัก แต่ก็ไม่เกิดผลเสียหายต่อการพิจารณาของผู้คัดเลือกผู้สมัครงาน เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ใบสมัครงานของผู้สมัครงานของผู้สมัครงานรายหนึ่งซึ่งจบนิติศาสตร์ เขากรอกข้อ ความในส่วนของความรู้ความสามารถพิเศษว่า พิมพ์ดีดได้ ใช้เครื่องโทรสารได้ การกรอกข้อมูล ลักษณะนี้แม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษที่จะนำมาอวดอ้างได้ ไม่สมกับ ภูมิความรู้ของผู้ที่ได้รับการศึกษามาขนาดนี้ เพราะการใช้เครื่องโทรสารนี้เด็กจบประถมศึกษาปีที่ 6 หากนายจ้างฝึกวิธีใช้เพียง 3 ครั้ง เขาก็ทำได้คล่องแคล่วแล้ว หากผู้สมัครงานที่มีคุณวุฒิการศึกษาสูง แต่เขียนความรู้ความสามารถพิเศษเช่นนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรเหมาะ สมหรือไม่เหมาะสม หรือมีมาตรฐานในการทำงานที่ต่ำ ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้สมัครงานจบการศึกษา ที่ต่ำแต่สามารถใช้อุปกรณ์สำนักงานได้ถือว่ามีความสามารถพิเศษได้

- แนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ การกรอกข้อมูลในหัวข้อใดที่ผู้สมัครงานอ่านแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ แน่ใจว่าต้องการให้กรอกข้อความว่าอย่างไร ขอให้ผู้สมัครงานสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการรับ พิเศษ ขอให้พิจารณากรอกเฉพาะข้อมูลที่เห็นว่าสมกับภูมิความรู้ จะทำให้ดูเป็นผู้มีความฉลาดและ ไหวพริบ

- การเขียนข้อความผิด ๆ กรณีนี้มองเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรง และแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครงานนั้นเป็นผู้ที่ขาดความละเอียดรอบคอบและยิ่งมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้รับ การแก้ไขก่อนส่งใบสมัครด้วยแล้ว ใบสมัครงานนั้นก็จะถูกคัดออกไปทันทีเพราะในทรรศนะของผู้คัด เลือกบุคคลเข้าทำงานจะถือว่าใบสมัครงานคือตัวแทนของผู้สมัครงาน ถ้าผู้สมัครงานไม่สนใจและไม่ เอาใจใส่ในการกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนแล้วก็เป็นเรื่องของผู้สมัครงานที่จะต้องรับผิดชอบเอง และคงไม่มีบริษัทใดให้โอกาสแก่ผู้สมัครงานได้กลับไปเขียนใบสมัครงานใหม่เพราะบริษัทคงไม่ ต้องการรับคนทำงานที่ทำงานบกพร่อง ผิดพลาดจนต้องแก้ไขบ่อย ๆซึ่งจะส่งผลเสียต่อการทำงานของ เพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา

- วิธีป้องกันสำหรับข้อนี้ก็คือ ต้องหัดเขียนหนังสือให้ชัดเจน และอ่านข้อความให้เข้าใจอย่างถ่อง แท้ก่อนจึงค่อยคิดและกรอกใบสมัครงาน ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้ดินสอร่างก่อนและทบทวนอีกครั้งก่อนจะ เขียนด้วยปากกา การทำเช่นนี้จะช่วยให้สามารถลดข้อผิดพลาดลงได้บ้าง

ที่มา : กรมการจัดหางาน

Popularity: 1%