Posts Tagged ‘ธุรกิจ’

ข้อควรรู้สำหรับคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง

February 18th, 2010




1. สำรวจตัวเอง

การสำรวจตัวเองเบื้องต้นนี้ คุณอาจยังมองไม่เป็นภาพรวมทั้งหมดของธุรกิจของคุณ แต่การสำรวจถึงทักษะ, ความรู้จากการศึกษา และประสบการณ์ที่อยู่ภายในตัวคุณ นั่นหมายถึงว่าคุณจะสามารถจัดเตรียมอาวุธ, เครื่องมืออะไรได้บ้างที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของคุณ ขั้นตอนก็มีเพียงแค่ 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เป็นการประเมินถึงทักษะ และความรู้ความสามารถของคุณอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณควรจะลิสต์ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาว่าคุณมีทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างฉกาจหรือมีความรู้ในด้านใดบ้าง รวมถึงความสามารถในการทำสิ่งใด ๆ ที่คุณทำสำเร็จมาแล้ว แต่ไม่ต้องลิสต์สิ่งที่คุณทำผิด หรือมีความสงสัยอยู่ลงไปด้วย เพราะที่ลิสต์นี้เราจะเขียนแต่สิ่งที่คุณรู้เป็นอย่างดีว่าคุณจะทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้อย่างไรบ้าง (อย่ายกยอตัวเองเกินไป แต่อย่ากังวลว่าถ้าให้คุณทำมันอีกครั้งคุณอาจจะทำไม่ได้)

ขั้นตอนที่ 2 หลังจากที่คุณได้เจาะจงลงไปถึงทักษะเฉพาะตัว และความสามารถส่วนตัวของคุณแล้ว คราวนี้คุณก็ลงมุ่งไปที่ความรู้ในเรื่องธุรกิจของคุณดูว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่คุณสนใจเป็นพิเศษ ลิสต์ออกมาว่าคุณมีความรู้ในธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมด้านใด สาขาใดบ้าง ถ้าเป็นไปได้อาจจะเขียนออกมาเป็น Outline ง่ายถึงสิ่งที่สัมพันธ์กัน แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจคุณควรจะลิสต์ทุก ๆ อย่าง โดยมุ่งความสนใจเจาะจงไปที่ข้อมูลความรู้ในธุรกิจนั้น ๆ มากกว่าธุรกิจที่ได้พบจากประสบการณ์ชีวิตทั่วๆ ไป เพราะประสบการณ์ทั้งหมดจะมีประโยชน์มาก แต่คุณจะสามารถนำมันขึ้นมาใช้ได้ต่อเมื่อคุณได้ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับว่าทักษะอะไรที่คุณอาจต้องการการพัฒนาเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจของคุณไปได้ด้วยดี

ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนนี้เป็นการประเมินความสามารถในการตัดสินของคุณ เมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจคุณจะต้องรับภาระ และทำการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งการตัดสินใจนั้นอาจจะต้องใช้พื้นฐานจากอะไรที่คุณคิด ไม่ใช่การตัดสินใจทั้งหมดที่จะสามารถทำได้ทันที แต่บางครั้งคุณอาจจะต้องใช้เวลาคิด ถ้าผลกระทบที่ได้รับจากการตัดสินใจของคุณทำให้เกิดปัญหาให้คนอื่น ต้องมาช่วยแก้ไขให้แล้วละก็ มันคงเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินธุรกิจของคุณไปได้ มองย้อนกลับไปจากประสบการณ์ชีวิตของคุณ แล้วลองเขียน 2 เหตุการณ์ที่คุณทำการตัดสินใจได้ไม่ดีนัก แล้วลองคิดดู แล้วลิสต์ออกมาว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนสุดท้าย แต่ยังไม่ใช่ท้ายสุด จะเป็นการเจาะจงความสามารถในการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณ จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น มีเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากมายในตอนแรกเริ่มและพวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดจากตัวพวกเขาเอง คุณลองมองให้ชัดเจนถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของคุณ และความเชื่อในตัวคุณเอง มันจะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับความท้าทายที่จะมาถึงด้วยตัวคุณเองกับธุรกิจที่คุณเป็นเจ้าของเองบางทีองค์ประกอบ 3 สิ่งที่สำคัญบนเส้นทางแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ความสามารถในการยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความเต็มใจและพร้อมจะรับกับการเปลี่ยน แปลงของตลาด และความก้าวทางทางเทคโนโลยี และความสามารถที่จะเชื่อใจตัวคุณเอง ถ้าคุณมีทั้ง 3 สิ่งนี้ นั่นแสดงว่าคุณได้เดินทางไปกว่าครึ่งของเส้นทางสู่เส้นชัยแล้ว

ในครั้งแรกที่คุณได้สำรวจและประเมินตัวเองแล้ว คุณอาจต้องการทบทวนขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อดูว่าคุณอยู่ที่จุดใดแล้วในเวลานี้ ด้วยการประเมินค่า และทำความเข้าใจว่าทำไม และเพราะอะไรกับสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จ และไม่สำเร็จจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของคุณจนถึง ณ วันนี้ คุณสามารถใช้ความคุณทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ดีมากกว่านี้ในตอนนี้ แลtอนาคตไหม คำถามที่จะได เห็นเหล่านี้อาจจะช่วยคุณได้ จำไว้ว่ายิ่งคุณซื่อสัตย์ต่อตัวเองเท่าไร คุณก็จะได้รับคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามในแต่ละข้อ และนั่นจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดที่คุณจะได้รับ

  • อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นความคิดหลักที่มั่นคงที่สุดของคุณ ?
  • อะไรที่คุณรู้สึกนั่นเป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของสำหรับคุณ ?
  • อะไรที่เป็นความสามารถพิเศษที่คุณมีอยู่ และในสถานการณ์ใดที่คุณเคยใช้มันแก้ปัญหาได้สำเร็จมาแล้ว ?
  • คุณกำหนดแนวความคิดเฉพาะตัวอย่างไร ในการมีงานทำ หรือการเป็นลูกจ้าง ?

ตอนนี้ทุกสิ่งได้เริ่มจุดประกายขึ้นแล้ว หรือไม่คุณก็กำลังจะเริ่มมีข้อสงสัยหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ขอให้คุณจงฟังและรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณเอง และมีความเชื่อถือในตัวเอง และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเป็นเครื่องมือสำหรับคุณเพื่อจะนำไปใช้ในกระบวนการประเมินตัวเอง ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป…!!!

ถ้าคุณต้องการจะเริ่มต้นทำธุรกิจของคุณเอง มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาถึงฐานะทางการเงินของคุณด้วยการกำหนดรายได้ที่คุณได้รับ และรายจ่ายที่คุณต้องเสียไปในปัจจุบัน คุณอาจจะวางแผนความต้องการทางการเงินของคุณในเดือนถัดไปไว้ด้วย

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีความแตกต่างกันระหว่างเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจของคุณ และเมื่อคุณเริ่มที่จะสร้างรายได้ได้แล้ว ความจริงแล้วผู้ที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการจัดการธุรกิจส่วนใหญ่ คนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในธุรกิจขนาดเล็กสามารถจะให้คำแนะนำกับคุณได้ว่าคุณควรจะมีเงินออมอย่างน้อยที่สุด 6 เดือนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจของคุณในระยะเริ่มต้น แน่นอนระยะเวลาอาจจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจที่คุณตัดสินใจเลือกทำ ธุรกิจบริการและธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องบ้านมักจะเป็นธุรกิจที่คนส่วนใหญ่เลือกทำกัน โดยเฉพาะผู้หญิงเพราะว่าต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจต่ำกว่าธุรกิจอื่น ๆ

ก่อนที่คุณจะทำการตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทของธุรกิจที่คุณจะเลือกทำ คุณจะต้องพัฒนาการวางแผนเงินออมและรายจ่ายประจำเดือน สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าคุณจะต้องใช้เงินเท่าไรในแต่ละเดือนจึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้ และมันยังสามารถบอกให้คุณรู้ได้ว่าฝันของคุณที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจเข้ากันกันฝันที่คุณต้องการจะส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ วิธีการในการพัฒนาการวางแผนเงินออม และรายจ่ายมีขั้นตอน ดังนี้

  1. กำหนด และเขียนรายจ่ายสำหรับแต่ละเดือน และสำหรับแต่ละปี ค่าใช้จ่ายคงที่ที่รวมไปถึงค่าเบี้ยประกันภัยค่าผ่อนบ้าน, ค่าผ่อนรถ, ค่าของใช้สอยอื่น ๆ และเงินออมที่ต้องเก็บด้วย
  2. เมื่อคุณกำหนดรายจ่ายคงที่สำหรับแต่ละเดือนแล้ว คุณก็รวมรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นปีด้วย
  3. กำหนดค่าใช้จ่ายผันแปร และเขียนไว้สำหรับแต่ละเดือน และรวมไปถึงรายจ่ายที่ต้องใช้ในปีถัดไปด้วย เพราะถ้าคุณไม่มีกฎเกณฑ์ในการกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับรายการพวกนี้ คุณจะยืดหยุ่นเกินไปว่าจะรวมหรือไม่รวมรายการพวกนี้ไปด้วย และจะต้องจ่ายเป็นเงินเท่าไรสำหรับแต่ละรายการ ลองพิจารณาว่าอะไรที่คุณได้จ่ายไปในเดือนที่ผ่านมา และลองพิจารณาดูว่าคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่สามารถยืดหยุ่นได้รวมทั้งสิ่งที่เป็นอาหารการกิน เช่น อาหารมือค่ำในภัตตาหารที่ไม่จำเป็น ค่าเสื้อผ้า ค่า Entertain ค่าเดินทาง และอื่น ๆ
  4. ครั้งแรกคุณอาจจะกำหนดค่าใช้จ่ายผันแปรของคุณทั้งหมดในแต่ละเดือน และรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน และเป็นรายปีด้วย
  5. ตอนนี้หักค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดของคุณ และค่าใช้จ่ายผันแปรทั้งหมดของคุณสำหรับแต่ละเดือนออกจากรายได้รายเดือนและรายปีที่คุณคาดว่าจะได้รับ

ดูสิว่ารายได้และรายจ่ายที่คิดออกมาสมดุลกันหรือไม่ ลองถามตัวเองว่าคุณยังรายได้พิเศษอื่นนอกเหนือจากนี้อีกหรือไม่ ถ้าคุณยังมีรายได้พิเศษส่วนอื่นอีก นั่นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคุณ คุณสามารถใช้เงินออมอันนี้ และรายการรายจ่ายกะประมาณได้ว่าเงินเท่าไรที่คุณต้องการใช้ในแต่ละเดือนอย่างน้อยที่สุด คุณสามารถใช้รายการเงินออมและรายการจ่ายเหล่านี้ในการกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ารายได้และรายจ่ายของคุณเปลี่ยนแปลงไปในปีถัดไป

หลังจากที่ได้ทดสอบการค้นหาความต้องการเงินออมและรายจ่าย คุณอาจจะหาว่าแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นอะไรบ้างที่คุณยังขาดอยู่ในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องกังวล มันเกิดขึ้นกับคนมากมาย ความจริงแล้วมันอาจจะเป็นอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะให้ได้ก็ได้

ถ้าคุณยังคงมีความตั้งใจที่จะเริ่มธุรกิจของคุณเอง คุณอาจต้องเริ่มสะสมแหล่งที่มาของรายได้ที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือมากกว่านั้นใช้เงินออมส่วนตัวในการเริ่มทำธุรกิจของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการใช้เงินมากกว่าเงินออมในบัญชีที่คุณมีอยู่ แหล่งเงินอื่น ๆ มากมายอาจจะมาจากการกู้ยืมธนาคาร, หรือแหล่งเงินอื่น ๆ ที่คุณสามารถคิดได้ก็ได้ กฎที่ดีที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคุณไม่ควรจะยืมเงินมากกว่าที่จำเป็นต้องใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจ บ่อยครั้งที่คุณยืมเงินมามากเกินไปแล้วไม่สามารถควบคุมการใช้มันได้…!!!


3. วางเป้าหมายหลักส่วนตัว

การกำหนดเป้าหมายหลักส่วนตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อคุณกำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นธุรกิจของคุณหรือไม่เพราะว่าคุณธุรกิจของคุณจะมีผลกระทบกับทุก ๆ สิ่งในชีวิตของคุณ มันเป็นวิกฤตการณ์ที่คุณจะต้องรู้ทราบมันเหมาะสมกับชีวิตของคุณหรือไม่ และมันจะทำให้คุณก้าวไปถึงเป้าหมายอื่น ๆ ได้หรือไม่ ประโยชน์ 2 ข้อ ที่คุณจะได้รับจากผลของการกำหนด และวางเป้าหมายหลักในชีวิตคือ จิตใจที่สงบ และมีเป้าหมาย ลองมองไปที่ประโยชน์ที่จะได้รับเพียงเล็กน้อยจากการวางเป้าหมายหลักส่วนตัวคุณจะได้รับสิ่งเหล่านี้ คือ

  • คุณสามารถใช้จิตใจ และดึงความสามารถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด และมีทิศทางให้กับชีวิต
  • ทำให้การตัดสินใจถูกต้อง และแม่นยำยิ่งขึ้น
  • ทำอะไรได้มากขึ้นสำหรับตัวคุณเอง และผู้อื่น
  • มีความมั่นใจสูง และมีความศรัทธาในตนเอง
  • รู้สึกถึงความสำเร็จมากขึ้น
  • มีความกระตือรือร้น และมีแรงจูงใจในการทำสิ่งใด

จำไว้ว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายสำหรับค่าวางเป้าหมาย และคุณจะต้องจ่ายถ้าคุณไม่ได้วางเป้าหมายไว้ คนจำนวนมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมายส่วนตัวด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ความกลัว ( FEAR : False Evidence Appearing Real) เป็นสิ่งที่ขัดขวางพวกเขาออกจากการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว และความเสี่ยงที่เป้าหมายนั่นพวกเขาอาจจะไปไม่ถึงก็ได้

มีคำถามหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายนั่นดีหรือไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคุณพิจารณาได้อย่างไรระหว่างเป้าหมายที่สำคัญมากจริง ๆ และมันดีที่จะมีการกำหนดเป้าหมาย แต่มันไม่สำคัญมากขนาดนั้น คุณจะรู้ว่าเป้าหมายที่คุณเลือกนั่นสำคัญหรือไม่โดยการตอบคำถาม 4 ข้อเหล่านี้

  1. นั่นเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของคุณหรือไม่
  2. นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมหรือไม่
  3. คุณสามารถควบคุมอารมณ์ของคุณให้ทำงานนี้ได้สำเร็จหรือไม่
  4. คุณสามารถมองภาพที่จะไปถึงเป้าหมายให้สำเร็จได้หรือไม่

ถ้าคำตอบของคุณเป็น “ไม่ใช่” เลยแม้แต่เพียงข้อเดียวจากคำถามเหล่านี้ คุณอาจะต้องพิจารณาเป้าหมายนี้ใหม่อีกครั้งแล้วละ ในระยะเวลาสั้น ๆ มันจะปรากฏว่าดีสำหรับคุณ แต่ในระยะยาวคุณจะระเบิดตัวเองด้วยความขัดแย้ง และความผิดหวังมากมายที่ทำให้คุณประสาทเสียได้ ขอให้มั่นใจในการกำหนดเป้าหมายหลักให้มากเท่า ๆ กับเป้าหมายอื่น ๆ เป้าหมายหลักจะบังคับให้คุณต้องไปถึงมันและใช้ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณเพื่อที่จะไปถึงมันให้ได้ เป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถเอาชนะควมล้มเหลวในช่วงสั้น ๆ ไปได้ มันสามารถจะช่วยให้คุณเปลี่ยนทิศทางของคุณได้โดยไม่ต้องถอยหลังกลับมาติดสินใจใหม่อีกครั้ง

คุณเคยไปถึงเป้าหมายที่คุณกำหนดไว้หรือไม่ คนที่กำหนดเป้าหมายหลัก เป้าหมายระยะยาวมักจะถูกพบว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความนับถือตัวเองสูง และมีแรงจูงใจส่วนตัวที่สูงมาก มากกว่าครึ่งหนึ่งของรางวัลทั้งหมด และประโยชน์ที่ได้รับจากการกำหนดเป้าหมาย แท้จริงแล้วมาจากการเริ่มต้นในทิศทางที่ถูกต้อง และเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง

เหล่านี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ 6 ขั้นตอน ที่คุณสามารถใช้ในการกำหนดเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมายส่วนตัว หรือการกำหนดเป้าหมายแบบมืออาชีพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายที่คุณได้เลือกแล้วควรจะต้องรวมถึง 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ด้วย

  1. กำหนดเป้าหมายของคุณด้วยการเขียนลงบนกระดาษ
  2. กำหนดวันสุดท้ายที่คุณจะต้องได้รับความสำเร็จ โดยการระบุวันที่ลงไปด้วย
  3. ลิสต์รายการอุปสรรคที่คุณจะต้องเอาชนะมันเพื่อให้ประสบความสำเร็จให้ได้
  4. ลิสต์ทักษะ และความรู้ที่ต้องการใช้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย อะไรที่คุณจะต้องรู้บ้าง
  5. พัฒนาแผนงานของสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายมากที่สุด
  6. เขียนผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการที่คุณไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการพยากรณ์ สิ่งที่สำคัญคุณจะต้องประเมินเป้าหมายของคุณอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่บนเส้นทางที่คุณต้องการจะให้มันเดินไป จำไว้ว่าการกำหนดเป้าหมายเป็นขั้นตอนที่ต้องต่อเนืองไปตลอดชีวิต ครั้งแรกที่คุณประสบความสำเร็จกับเป้าหมายแรกของคุณ จงแน่ใจว่าคุณได้แทนที่มันด้วยเป้าหมายอื่นต่อไปแล้ว วิธีการนี้คุณจะทำให้คุณได้รับผลที่น่าพอใจซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ได้จากการกำหนดเป้าหมาย…!!!

ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านได้ศึกษามาแล้วว่าการที่ธุรกิจขนาดเล็กจะเริ่มต้นได้นั้น จะต้องมีปัจจัยที่สำคัญเหล่านี้ จึงจะมองเห็นความสำเร็จได้ นั่นคือ

  • ความรู้ในเรื่องที่จะทำทั้งในด้านของความรู้ที่เป็นวิชาการ และความรู้ที่ได้จากประสบการณ์การทำงาน
  • ทัศนคติ หรือความเต็มใจในการทำงานหลาย ๆ ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน และบางทีอาจเป็นปีโดยคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้รับรายได้เท่าไร
  • แผนทางธุรกิจ ถ้าธุรกิจไม่มีแผนธุรกิจที่ดีแล้วก็เปรียบเหมือนกับเรือที่ไม่มีหางเสือ
  • เงินลงทุน ทั้งที่เป็นเงินสด และทรัพย์สมบัติอื่น ๆ เช่น สถานที่, อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
  • การลงมือทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

ถ้าคุณต้องการไปให้ถึงจุดที่รู้สึกว่าคุณสบายมากสำหรับปัจจัย 5 ประการนี้แล้ว นั่นแสดงถึงความน่าจะเป็นที่คุณจะไปได้ดีกับมันหากคุณตัดสินใจที่จะเริ่มต้นธุรกิจของคุณเอง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณยังขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้น คุณอาจจะต้องถามตัวเองอีกครั้งว่า “ตอนนี้” เป็นเวลาที่ถูกต้องแล้วเหรอ

การเป็นเจ้าของธุรกิจปกติแล้วจะต้องการความรู้, เวลา, การวางแผน, ทรัพย์สมบัติ และพลังใจที่เข้มแข็งมากกว่าการทำงานให้คนอื่น ขอให้แน่ใจว่าคุณเต็มใจ และสามารถที่จะทำหน้าที่ได้ตั้งใจไว้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามได้สำเร็จ ที่มันอาจจะเป็นสิ่งที่คุณเสี่ยงที่จะได้รับความสำเร็จมา แต่นั่นอาจหมายรวมถึง่าคุณจะต้องพิจารณาไปถึงเป้าหมายหลักอื่นที่คุณอาจจะมีอยู่ด้วย รวมทั้งรู้จักความรับผิดชอบในปัจจุบัน และอนาคตด้วย กฏทั่ว ๆ ไปให้คุณลองกะประมาณเวลาที่คุณจะสามารถให้กับธุรกิจของคุณได้แล้วเพิ่มมันเข้าไปอีก 1 เท่า เชื่อหรือไม่ว่า นี่เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการกำหนดเวลาในการรับผิดชอบของคุณว่าคุณจะต้องใช้มันในการดำเนินธุรกิจของคุณให้คงอยู่ได้

เห็นได้ชัดว่า ธุรกิจบางประเภทมีความยืดหยุ่นมากกว่าธุรกิจประเภทอื่น ๆ ในเรื่องของเวลาที่จะต้องใช้ในการทำธุรกิจ คุณอาจต้องการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของธุรกิจของคุณให้ตรงกับเป้าหมายของชีวิตของคุณ คุณต้องการทำงานหนักแค่ไหน คุณต้องการที่จะเร่งรีบทำการขายทุก ๆ วันหรือไม่ ถ้าคุณกำหนดไว้ว่าคุณจะต้องมีวันหยุดทุกสุดสัปดาห์ คุณควรจะกำจัดหัวข้อของการขายปลีก, ที่ดิน และอีกหลาย ๆ หัวข้อออกไปจากลิสต์ที่ของธุรกิจที่จะเป็นไปได้ของคุณ แต่คุณไม่ควรจะท้อใจ ยังมีธุรกิจอื่น ๆ อีกที่อาจจะต้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่คุณต้องการ และคุณคิดว่ามันใช่สำหรับคุณ

ขอให้แน่ใจว่าได้ให้ครอบครัวของคุณเข้ามาร่วมในกระบวนการตัดสินใจครั้งนี้ด้วย การสนับสนุนการพวกเขาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก พวกเขาอาจจะช่วยให้คุณสามารถค้นหาประเภทธุรกิจที่คุณต้องการได้แคบลงและเจาะจงมากขึ้น และพวกเขายังสามารถคอยเป็นกองหลังเพื่อส่งเสิรมให้คุณในขณะที่คุณกำลังปีนเขาอยู่ก็ได้…!!!

5. ค้นหาไอเดียจากตัวเอง

มีธุรกิจมากมายหลายประเภทที่แตกต่างกันในตลาดการค้า แต่ละธุรกิจมีความต้องการที่แท้จริงแตกต่างกันซึ่งตลาดการค้าก็คือสิ่งที่บ่งบองถึงความต้องการ ในหลาย ๆ ทาง นี่เป็นสิ่งที่ดีเพราะว่ามันสามารถมอบทางเลือกที่ไม่มีข้อจำกัดให้คุณสำหรับประเภทธุรกิจที่คุณต้องการเริ่มต้นทำ อีกทางหนึ่งมันอาจจะคุณมีชัยไปกว่าครึ่งในความพยายามที่จะเลือกเฟ้นจากทางเลือกทั้งหมดที่อาจจะเป็นไปได้ต่าง ๆ กัน และเลือกธุรกิจที่ถูกต้องได้สักธุรกิจสำหรับคุณ

เพื่อให้กระบวนการนี้ง่ายยิ่งขึ้น เรามีขั้นตอนเป็น step by step ให้คุณให้สามารถเจาะจงทางเลือกของธุรกิจของคุณได้แคบมากขึ้น ขั้นแรก เริ่มต้นที่ตัวคุณก่อน การค้นหาแนวความคิดของธุรกิจของคุณจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากการเรียนรู้ขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อคุณจะสามารถค้นหาเข้าไปถึงจุดที่คุณสนใจ, ทักษะ, ความสามารถ และไหวพริบได้มากที่สุด ครั้งแรกที่คุณกำหนดไว้ว่าคุณสนใจในเรื่องใด และมีทักษะ ความสามารถในเรื่องใดมากที่สุด เรามามองไปที่ตลาดการค้าดูว่าอะไรที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอยู่บ้าง

แนวความคิดเบื้องต้นสำหรับธุรกิจของคุณส่วนมากแล้วมาจากสิ่งเหล่านี้ คือ

  • ตำแหน่งการงานของคุณในปัจจุบัน
  • งานอดิเรกที่คุณสนใจเป็นพิเศษ
  • คำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมไม่มี…?”
  • สินค้า หรือบริการที่เห็นจากธุรกิจของคนอื่น
  • วิธีการที่แตกต่างในการใช้ของสิ่งนั้น ๆ
  • ความต้องการที่สังเกตได้
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือประเพณีนิยม

เพื่อช่วยให้การค้นหาของคุณไปในทิศทางที่ถูกต้อง ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดู และมองเข้าไปถึงความสนใจ, ทักษะ, ความสามารถ, ความรู้ และไหวพริบที่คุณมีมันจะช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

1. มองเข้าไปถึงสิ่งที่คุณสนใจ สิ่งที่คุณสนใจเป็นสิ่งที่คุณชอบ และไม่ชอบ ความที่คุณชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และคุณไม่ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เริ่มเขียนมันลงบนกระดาษว่าอะไรที่คุณสนใจ โดยดูจากคำถามเหล่านี้

  • อะไรที่เป็นงานอดิเรกของคุณในปัจจุบัน อะไรที่เป็นงานอดิเรกของคุณเมื่อตอนที่คุณยังเป็นเด็ก ?
  • หลักสูตรการเรียนอะไรที่คุณชอบมากที่สุดเมื่อคุณยังเป็นนักเรียนอยู่ ?
  • มีงานอะไรบ้างไหมที่คุณชอบมาก ๆ หรือมีความพอใจมากที่ได้ทำ
  • กีฬา และกิจกรรมสร้างสรรค์อะไรที่คุณสนใจโดยเฉพาะ และสนุกที่ได้ทำ ?
  • อะไรที่คุณมักจะทำในเวลาว่าง และอะไรที่คุณชอบทำถ้าคุณสามารถทำได้ ?
  • อะไรที่คุณคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สนุกที่สุด ?

ครั้งแรกที่คุณคิดออกมากว่าอะไรเป็นสิ่งที่คุณสนใจไปแล้ว ลองเจาะจงลงไปว่าอะไรบ้างที่คุณไม่ชอบทำเลยเขียนกิจกรรมเหล่านั้นไว้ข้างใต้สิ่งที่คุณสนใจ และบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมจึงไม่ชอบ บัญชีรายชื่อสิ่งที่คุณสนใจไม่ใช่สิ่งบ่งบอกที่แน่นอนว่าอะไรที่คุณควรจะทำ มันเป็นเพียงจุดของการเริ่มต้นที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้ขอบเขตความสนใจของคุณ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณไม่สับสนถึงสิ่งที่คุณสนใจกับความสามารถ และทักษะของคุณ ถ้าคุณเขียนมันออกมาทั้งหมดแล้ว ลองทบทวนถึงกิจกรรมที่คุณสนใจ ว่ามีอะไรที่เกี่ยวโยงกันได้ไหม ถ้ามีให้วงกลมที่เกี่ยวข้องกันไว้

2. สร้างบัญชีรายการทักษะที่คุณมี กุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดแนวความคิดของธุรกิจของคุณ คือการรู้จัก และสามารถทำให้ทักษะที่แตกต่างของคุณออกมาอย่างชัดเจน คำว่า “ทักษะ” ถูกใช้ในเรื่องของความรู้สึกทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณไม่ต้องมองไปทักษะที่คุณมีเพียงคนเดียวในโลกนี้ มันเพียงพอสำหรับทักษะคุณมีในทุก ๆ ระดับ คุณมองไปที่ทักษะอะไรก็ได้ที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนในชณะที่คุณกำลังทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ คุณจะต้องเปิดใจของคุณในขณะที่คุณกำลังทำบัญชีรายการทักษะนี้

หลังจากที่คุณได้สร้างบัญชีรายการทักษะนี้ขึ้นมาแล้ว ให้วงกลมทักษะเหล่านี้ที่แสดงถึงความสามารถของคุณได้มากที่สุด และทักษะที่คุณมีความพอใจมากที่สุดที่ไดทำมัน ตอนนี้จะเห็นแล้วว่าข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้สามารถชี้นำคุณในการค้นหาได้ว่าธุรกิจของคุณควรจะเป็นอะไร

3. นึกถึงเรื่องที่เป็นกำลังใจ ทุก ๆ คนมีความทรงจำในแต่ละช่วงของชีวิตว่าช่วงไหนที่แข็งแกร่งมากที่สุดมันอาจเป็นช่วงเวลาที่คุณได้กล่าวคำปราศรัยเป็นครั้งแรก หรือเป็นวันที่ลูกของคุณเกิด หรือมันอาจเป็นเวลาที่คุณเดินไปถึงเป้าหมายที่คุณคิดว่าไม่มีวันจะไปถึงได้ อะไรก็ตามที่ เมื่อคุณนึกถึงเวลาเหล่านั้นแล้วทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เราเรียกมันเวลาความทรงจำที่เป็น “power stories” ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรับรู้ได้ถึงช่วงเวลาเหล่านี้ในชีวิต หรือคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญ ลองนึกถึงความทรงจำเหล่านี้แล้วเลิสต์รายการออกมา แบ่งกระดาษออกเป็น 2 ส่วน ด้านซ้ายให้เขียนแต่ละเรื่องออกมาก ส่วนด้านขวาให้ลิสต์ทักษะ และความสามารถพิเศษที่คุณใช้ในแต่ละเรื่อง ทักษะอะไรและความสามารถอะไรที่ปรากฎขึ้นในแต่ละเรื่อง

4. สร้างบัญชีรายการความรู้พิเศษ ให้คุณลองลิสต์รายการความรู้พิเศษจากแหล่งเหล่านี้ดู เช่น

  • การเรียนรู้จากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย
  • การเรียนรู้จากงาน หรือการกระทำอื่น ๆ ที่บ้าน หรือที่ทำงาน
  • การเรียนรู้จากงานสัมมนา และการปฏิบัติงานจริง (workshop)
  • การเรียนรู้จากการพูดคุยกับคนอื่น ๆ

คุณควรจะลิสต์รายการความรู้พิเศษหลาย ๆ ประเภทให้มากที่สุดเท่าที่จะคิดได้ แล้ววงกลม 5 ประเภทที่คุณคิดว่าจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ หลังจากได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วลองดูว่าข้อมูลที่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจของคุณควรที่จะเป็นไปในทิศทางใด อะไรจึงจะเหมาะกับคุณมากที่สุด…!!!

6. ค้นหากลุ่มตลาดเป้าหมาย

การวิจัยที่ผ่านมาบ่งบอกมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคุณจะต้องรู้สึกเต็มใจและมีความสุขมาก ๆ กับสิ่งที่คุณจะทำ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว ถ้าคุณเริ่มต้นธุรกิจบนพื้นฐานของหลักการช้า ๆ แต่รวยเร็วแล้วละก็คุณจะพบว่าคุณรู้สึกเหนื่อยอย่างรวดเร็ว อีกทางหนึ่ง ถ้าคุณเพ่งเล็งไปแต่เฉพาะสิ่งที่คุณชอบ และคุณไม่เอาใจใส่ความต้องการของตลาด ไม่ช้าคุณจะพบว่ามีบิลเก็บเงินมากมายเหลือเกินที่คุณจะต้องจ่ายทุก ๆ สิ้นเดือน อะไรคือคำตอบล่ะ ?

ก็เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ ในชีวิต คำตอบคือ การค้นหาความสมดุล มันเหมือนกับว่าทุก ๆ สิ่งคุณต้องการจะให้คนอื่นในโลกนี้ก็ต้องอยากจะรับไว้ด้วย กลยุทธ์นี้ก็เพื่อค้นหาบุคคลคนนั้น แล้วนำเสนอสินค้า หรือบริการของคุณในรูปแบบที่พวกเขาจะไม่สามารถปฏิเสธได้ อะไรที่คุณควรจะให้ ? นี่เป็นการจับคู่ความสนใจส่วนตัวของคุณให้เข้ากับความต้องการของตลาด

ลองดูตัวอย่างนี้ ซินดี้สนใจในเรื่องของการเดินทางที่ท้าทายมาก เธอเคยทำงานในบริษัททัวร์เป็นเวลาหลายปี และเธอกำลังคิดที่จะเริ่มธุริจท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง เธอตัดสินใจที่จะทดสอบโดยการลงโฆษณา และลงนิตยสารของผู้หญิง เมื่อมีคนน้อยมากที่ตอบรับการโฆษณาของเธอ เธอหลงเข้าใจผิดและตัดสินใจว่าความคิดของเธอไม่มีวันประสบความสำเร็จได้

แต่เมื่อเพื่อนหญิงของเธอบอกเธอเกี่ยวกับนิตยสารเกี่ยวกับผู้หญิงที่เพิ่งออกใหม่ที่เพื่อนของเธอเพิ่งเห็นมา เธอเห็นว่ามันน่าสนใจ จึงได้ซื้อนิตยสารเล่มนั้นมาอ่าน หลังจากได้พูดคุยกับผู้จัดทำนิตยสาร เธอก็ได้รู้ว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่อ่านนิตยสารประเภทนี้สนใจเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อเป็นการเปิดโลกให้กับพวกเธอ ซินดี้ยังได้เรียนรู้อีกว่าพวกผู้หญิงพวกนี้ส่วนมากจะมีอายุที่ 30 และ 40 ปีขึ้นไป ไม่ใช่ 20 อย่างที่เธอคิดไว้ในตอนแรก

จากความรู้เหล่านี้ เธอจึงได้จัดแพ็กเก็ตทัวร์ที่มีคุณมุ่งหมายเพื่อผู้หญิงที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการท่องเที่ยวที่ท้าทาย และเธอก็ได้ลงโฆษณาบนนิตยสารที่เพื่อนเธอแนะนำไว้ ผลตอบรับที่มากมายหลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ทำให้เธอสามารถสร้างกรุ๊ปทัวร์กลุ่มแรกได้ และเป็นการเริ่มต้นธุรกิจของเธอด้วย

เรื่องของซินดี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จตัวอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้มีโชคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เข้ามาช่วย เรื่องของเธอก็น่าจะเป็นเรื่องที่ล้มเหลว การวิจัยตลาดบ่อยครั้งที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว ซินดี้ไม่เคยได้ทิ้งความฝันของเธอในการทำสิ่งที่เธอรัก แต่จนกระทั่งเธอได้รู้ถึงตลาดกลุ่มเป้าหมายของเธอ

คติที่ได้จากข้อนี้คืออะไร ? ก็คือ การมองเข้าไปข้างในตัวคุณเองเพื่อเรียนรู้ว่าคุณชอบอะไร และอะไรที่เป็นสิ่งที่คุณฝันไว้ เมื่อคุณเปิดตาและใช้เวลาในการค้นหาใครสักคนที่สามารถเข้ามาร่วมแชร์ความฝันนั้นกับคุณได้ ทั้งหมดนี้มันอาจจะใช้เวลานานสักหน่อย แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามาก…!!!

7. วาดภาพตัวเองกับธุรกิจ

เมื่อคุณพยายามที่จะเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด มันง่ายที่จะในการที่จะคิดจากสิ่งที่คุณมีนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั่นเอง คุณจะต้องทำมันต่อเนื่องต่อไป โดยไม่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ คุณอาจจะต้องจบลงด้วยการเช่าสำนักงานเล็ก ๆ หรือย้ายสำนักงานมาเป็นห้องเล็ก ๆ ที่บ้านของคุณเองเพื่อที่จะผูกตัวคุณเองไว้กับงานเก่า ๆ ของคุณ หรือไม่คุณอาจจะจบลงที่การจ่ายเงินเกือบทั้งหมดที่คุณได้รับไปกับการทุบฟุตบาทใหม่เพื่อการขายที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ แล้วมันมีอยู่แล้วที่บ้านของคุณเอง

เพื่อช่วยให้คุณเข้าถึงความรู้สึกกับธุรกิจของคุณเอง ก่อนที่คุณจะเริ่มธุรกิจจริง ๆ คุณต้องพยายามใช้มโนภาพของการสร้างภาพในจิตใจถึงสิ่งที่คุณจะต้องทำในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร โดยการทำสิ่งนี้ คุณจะค้นพบว่าอะไรที่คุณรู้สึกว่าคุณจะต้องได้พบเจอกันทุกๆ วันในการทำงาน คุณสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อช่วยให้คุณกำหนดได้ว่าคุณอยู่บนทางของอาชีพที่ถูกต้องแล้วหรือยัง

มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการประเมินค่ารูปแบบทิศทางของธุรกิจของคุณก่อนที่จะนำเงิน, เวลา และพลังงานของคุณไปลงทุนกับมันจริง ๆ การเดินเข้าไปสู่ธุรกิจแบบผิดวิธี ( เช่น ตัดสินใจลาออกจากงานที่ไม่ต้องการแบบกระทันหัน เพียงเพราะมีความรู้สึกว่าต้องการสร้างธุรกิจของตัวเองมากระตุ้น หรือเพื่อต้องการที่จะมีเวลามากขึ้น ) โดยไม่มีการวิจัยที่ดีพอสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ไม่ในอาชีพการงาน ก็ชีวิตส่วนตัว หรืออาจจะทั้งสองอย่าง

คำถามเหล่านี้เป็นวิธีง่าย ๆ ในการช่วยให้คุณคิดว่าแต่ละวันของคุณจะเป็นอย่างไรสำหรับครั้งแรกของการเป็นเจ้าของธุรกิจของคุณเอง ในขณะที่พิจารณาแต่ละคำถาม สังเกตความรู้สึกของคุณว่าเป็นอย่างไร คุณรู้สึกเครียด และปั่นป่วนในขณะที่อ่านคำถามแต่ละข้อหรือไม่ หรือคุณรู้สึกตื่นเต้นและมีแรงจูงใจ แต่คุณกลับไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ลองฟังความรู้สึกของคุณเองและจงเชื่อในตัวคุณเอง

  1. เวลาไหนที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นวันธุรกิจของคุณ ?
  2. คุณจะใส่ชุดอะไรไปทำงาน ?
  3. คุณจะเปิดประตูเข้าไปสู่ธุรกิจของคุณ มันอยู่ที่ไหน ลักษณะเป็นอย่างไร ?
  4. เมื่อคุณมองไปรอบ ๆ ใครบ้างที่คุณเห็นที่นั่น ?
  5. คุณผลิตสินค้าของธุรกิจคุณ สินค้านั่นคืออะไร ?
  6. ลูกค้าที่ซื้อสินค้าคุณ เขาหรือเธอมีลักษณะเป็นอย่างไร ผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไร มีอาชีพอะไร ?
  7. ถ้าคุณจะสร้างกลุ่มลูกค้า ทำไมลูกค้าเหล่านี้ถึงจะต้องเลือกสินค้า หรือบริการของคุณ แล้วพวกเขารู้จักสินค้าของคุณได้อย่างไร ?
  8. คุณคิดอย่างไรกับสินค้าหรือบริการของคุณ มันควรจะมีราคาเท่าไรดี ลูกค้าจะจ่ายเงินได้โดยวิธีใด เงินสด หรือเครดิตการ์ด หรือซื้อเงินเชื่อ ?
  9. คุณลองมองไปที่รายชื่อลูกค้าของคุณ แล้วคิดว่าเมื่อไร และที่ไหนที่เขา หรือเธอจะมาซื้อสินค้าจากคุณในครั้งต่อ ๆ ไป ?
  10. ในเวลาอาหารกลางวัน และอาหารเย็น คุณกำลังทานอะไร ?
  11. คุณทานอาหารกับใคร ที่ไหน และเมื่อไร ?
  12. เมื่อเช้านี้ผ่านไปแล้ว คุณได้ทำอะไรไปบ้างครึ่งวันนี้ ผลิตอะไรบางอย่าง ขายอะไรบางอย่าง หรือไปไหนมาบ้าง ?
  13. เวลาใดที่คุณจะปิดร้าน ?
  14. คุณจัดเก็บบิล หรือนับเงินของคุณ คุณได้เงินมาเท่าไรสำหรับวันนี้ และเป็นเงินสดเท่าไร แล้วยังมีส่วนที่ลูกค้าไม่ด้จ่ายอีกเท่าไร ?
  15. เวลาที่คุณจะกลับบ้าน คุณตรงกลับบ้านเลย หรือคุณจะต้องแวะที่ไหนก่อน ?
  16. เมื่อคุณกลับถึงบ้าน คุณยังต้องมีงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบอีกหรือไม่ ?
  17. คุณจำเป็นต้องวางแผนงานสำหรับธุรกิจของคุณ เมื่อไรที่คุณทำสิ่งนี้ ?
  18. คุณต้องการคุยเกี่ยกับสิ่งที่คุณได้พบมาในแต่ละวันกับใครบางคนหรือไม่ แล้วใครที่คุณคุยด้วย ?
  19. คุณจะต้องเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ คุณทำอย่างไร ?
  20. เวลาเท่าไรที่คุณเข้านอนจริง ๆ ?

8. ทำให้ธุรกิจเติบโต

การสร้างธุรกิจของตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำคนเดียวเสมอไป กว่า 10 ปีที่ผ่านมาธุรกิจแบบหุ้นส่วนมีมากขึ้นเป็น 2 เท่าของธุรกิจเจ้าของคนเดียว การจากประเมินผลจากภาษีที่ได้รับ อะไรที่เป็นสิ่งจูงใจให้ 7 ใน 10 ของธุรกิจขนาดเล็กมีการดำเนินงานร่วมกับคนอื่น ? เหตุผลที่มักจะได้รับเสมอ คือ มันทำให้สามารถสร้างงานโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆสร้างกลุ่มลูกค้า หรือกำไรได้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลว เพื่อพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพื่อขยายสาขาเพิ่มเติมรวมไปถึงการเรียนรู้ และสิ่งที่จะได้รับจากเพื่อร่วมงาน การสนับสนุน และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความสนุกสนานที่สามารถได้มาจากการทำงานร่วมกับผู้อื่น

อะไรอาจเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจของการมีหุ้นส่วน ในขณะที่รูปแบบส่วนมากที่เราเห็นกันไม่ใช่ประเภททั่วไป หรือเป็นการรวมธุรกิจประเภทที่นิยม ดังนั้นก่อนที่จะกระโดดเข้าไปสู่การมีหุ้นส่วน พิจารณาวิธีการอื่นของการร่วมธุรกิจที่สามารถมีสิทธิได้ดีกว่าในธุรกิจของตนเอง เรากำหนด 10 รูปแบบของการร่วมธรุกิจ โดยมีระดับของการเสี่ยงน้อยมาก และมีความสัมพันธ์ร่วมกันกันในระยะสั้น ๆ ไปจนถึงการทำสัญญาระยะยาวที่ขยายเวลาไปมากกว่าปี

  1. Networking เป็นวิธีการมีความเสี่ยงน้อยมากที่สุดในการร่วมธุรกิจ โดยการสร้างเครือข่าย 1 ใน 4 ของเครือข่ายขององค์กรทั้งหมด เช่น องค์การโทรศัพท์ร่วมกับ Telecom Asia เป็นต้น
  2. Mutual Referral Arrangements อะไรที่มีความเกี่ยวข้องกันในการทำสัญญาร่วมกัน เช่น การร่วมกลุ่มลูกค้าของธุรกิจของแต่ละองค์กร อาจจะมากกว่า 2 องค์กรก็ได้ หรืออาจเป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน หรือเกี่ยวข้องกันก็ได้
  3. Cross Promotions ตัวอย่างของวิธีการ เช่น การลงโฆษณาร่วมกัน การแชร์บูตแสดงสินค้าร่วมกัน หรือการจัดลดราคาสินค้าร่วมกันของธุรกิจ Supplier และ Supermarket
  4. Interdependent Alliances ธุรกิจ 2 แห่งหรือมากกว่าตกลงทำงานร่วมกับในโครงการหนึ่ง ๆ หรือที่เรียกว่า “Freelance” นั่นเอง
  5. Joint Ventures ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีหุ้นส่วนระยะสั้น สำหรับงานโครงการ หรืองานที่ต้องอาศัยการร่วมธุรกิจ แต่จะต้องจำไว้ว่าวิธีนี้จะต้องมีทรัพย์สินทางกฏหมายของหุ้นส่วนร่วมกัน และควรจะเขียนไว้เป็นหลักฐานด้วย
  6. Satellite Subcontracting เมื่อธุรกิจต้องการมีที่ปรึกษา หรือต้องการใช้ทรัพยากรนอกบริษัทมากกว่าการจ้างลูกจ้าง วิธีการนี้เป็นรูปแบบของการร่วมธุรกิจที่มีระยะเวลาหลายปี ซึ่งคนที่มาทำงานเหล่านี้จะขึ้นกับคนของเขาเอง ส่วนมากมักจะเห็นจากธุรกิจการแพทย์ หรือธุรกิจกฏหมาย
  7. Consortiums สำหรับประเภทนี้ แต่ละคนจะมีทักษะที่แตกต่างกันแต่เกี่ยวข้องกันเป็นกลุ่มเพื่อดึงให้ธุรกิจไปพร้อม ๆ กันทั้งกลุ่ม เช่น กลุ่ม ISP อินเตอร์เน็ต, Web Designer, Web master, นักเขียนที่อาจรวมมตัวกันเองแล้วหางานมาเข้ากลุ่ม
  8. Family/Spouse Collaboration เป็นการทำงานร่วมกันสามี /ภรรยาของตัวเอง อาจร่วมไปถึงญาติ และครอบครัว ความสัมพันธ์ในลักษณะจะต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ และเป็นสิ่งสำคัญมากในการแบ่งแยกความความสัมพันธ์ระหว่างานกับเรื่องส่วนตัว
  9. Partnerships ในขณะที่ร่วมสัญญานั้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการร่วมธุรกิจทุกรูปแบบ มันเป็นสิ่งสำคัญในการเป็นหุ้นส่วน และควรจะให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนในการซื้อหุ้น หรือการเลิกล้มความเป็นหุ้นส่วน สัญญาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อใช้การพิจารณาหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนขึ้น
  10. Virtual Organizations วิธีการนี้ป็นการตกลงที่ค่อนข้างยืดหยุ่นว่าจะร่วมกันหรือไม่ เป็นแบบโครงการต่อโครงการ สมาชิกอาจจะมีจากหลาย ๆ ส่วนของประเภทศ และทีมงานมักจะไม่ใช่ทีมเดียวกันทุก ๆ โครงการ

4. ปัจจัยในการเริ่มทำธุรกิจ2. กำหนดงบปนะมาณทางการเงิน

ที่มา : Trend-group.com

Popularity: 1%





ทำธุรกิจอย่างไร จึงจะได้กำไร

February 17th, 2010




เนื้อหาในเรื่องนี้ จะให้ข้อคิดในเรื่องการทำธุรกิจอย่างไรให้ได้กำไร และมีข้อแนะนำในการทำร้านค้าปลีกให้ได้กำไรที่จะทำให้คุณได้แนวทางนำไปใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างกำไรให้กับธุรกิจของคุณ

ปัจจัยที่จะสร้างกำไรในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกิจการประเภทใดก็ตาม จะมีเหตุทำกำไร-ขาดทุน ที่คล้ายๆ กันคือการเลือกประเภทธุรกิจ การเลือกทำเล การบริหารการเงินทักษะการบริหารต้นทุน การควบคุมงาน การทำการตลาดการแก้ปัญหาคู่แข่งขันรวมทั้งการเกิดเหตุสุดวิสัยการเลือกประเภทธุรกิจ

การเลือกประเภทธุรกิจที่ถูกจังหวะ ถูกเวลา เป็นสาเหตุแรกที่ทำให้ธุรกิจ ทำกำไรได้ หรือขาดทุน หลายคนเลือกทำธุรกิจที่ยังไม่ถึงเวลา อย่างเช่นไอศกรีมโยเกิร์ต TCBYเป็นกิจการที่ดีเป็นแฟรนไชส์ที่ทำกำไรได้ดีในต่างประเทศ และเคยเข้ามาในเมืองไทยกว่า 10 ปีแล้ว แต่ช่วงนั้นอาหารสุขภาพยังไม่บูมเหมือนในตอนนี้ ทำให้กิจการนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก

อาจารย์ มานิต รัตนสุวรรณ
นักการตลาดชื่อดังของเมืองไทย พูดถึงเรื่องนี้ว่า นอกจากการเลือกธุรกิจที่ถูกจังหวะแล้ว ควรเลือกธุรกิจที่อยู่ในความถนัดของตัวเองด้วย “ใครที่เริ่มทำธุรกิจ ก็ตั้งเป้าไว้ว่า อยากจะรวย เหมือนนักมวย เมื่อเริ่มต้นก็ตั้งเป้าที่จะชนะอย่างเดียว แต่ลืมไปว่าฝั่งตรงข้ามเขาก็มีหมัดเหมือนกัน มันไม่ใช่กระสอบทรายมันชกมาหมัดเดียวก็ล้มเลย งั้นเวลาเลือกธุรกิจ ทุกคนอยากเป็นพระเอกแต่ในชีวิตจริงไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้นเราควรทำในเรื่องที่เราถนัดบางคนไปมองว่าธุรกิจคอมพิวเตอร์ดี เห็นเขาทำแล้วรวย ก็อยากทำบ้างแต่ตัวเองไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลย กดยังไม่เป็นเลย คือ ถ้าเราชอบภาษาเราก็ทำธุรกิจสอนภาษา เป็นต้น ผมสอนเสมอว่าอย่านึกว่าเราจะเป็นเสือข้ามห้วย แต่คุณจะกลายเป็นหมาหลงถิ่น ถูกเขากัดเละสู้เขาไม่ได้เลย คุณจะเห็นว่าบางคนทำธุรกิจร้านอาหาร แล้วรวย แต่ทำไมเราทำไม่รวย เพราะงั้นเราไม่ถนัด อย่าทำ”

รบกันในกระดาษ

นักธุรกิจมาด้วยกันหลายเส้นทางบางคนชอบเสี่ยงแบบนักพนัน กล้าได้กล้าเสียมั่นใจว่าธุรกิจนี้น่าจะดีก็ลุยเลย ซึ่งก็มีผู้ที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นที่ชื่นชมในสังคม แต่ทว่าคนกลุ่มนี้ที่ล้มเหลวที่มีจำนวนมากไม่ค่อยมีใครพูดถึงนักแต่นักธุรกิจที่เติบโตก้าวหน้า มักจะมีการวางแผนและทำวิจัยเก็บข้อมูลเมื่อประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงทุน คุณจินตนาเจี่ยดำรง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ และลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทแบล็คแคนย่อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านแบล็คแคนย่อน ที่มีกว่า170 สาขา ในประเทศไทย และ กว่า 20 สาขาในต่างประเทศ รวมทั้งร้านในแบรนด์ของคาเฟ เนโร และร้านเบเกอรี่ มายเบรด อีกว่า 10 สาขา เธอกล่าวว่า “เรายอมรับว่า ก่อนที่จะลงทุนเปิดร้านเราจะทำข้อมูลในกระดาษก่อน เพราะเราจะต้องคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน เพราะร้านแห่งหนึ่งลงทุน 4-5 ล้านบาทเราต้องประเมินความเป็นไปได้ของร้านในกระดาษก่อนว่า ถ้าทำแล้วจะขาดทุนไหมเราต้องศึกษาก่อนว่า ทำเลที่เราเลือก มีคนเดินผ่านเยอะมั๊ยยอดขายของร้านแถวนั้นดีมั๊ย และก็มาประเมินว่าร้านของเราจะมียอดขายดีมั๊ย แล้วต้นทุนอาหารของเราประมาณเท่าไหร่ต้นทุนของเครื่องดื่มเท่าไหร่ เราจะมีข้อมูลจาก
ประสบการณ์ร้านนับร้อยแห่งที่เคยทำมาว่า ในอาหาร 100 บาทจะมีต้นทุนอาหารอยู่กี่% ต้นทุนเครื่องดื่มกี่% ค่าเช่ากี่% ค่าพนักงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆกี่%” การรบในกระดาษก่อนลงมือจะช่วยให้โอกาสผิดพลาดมีน้อยลงและเป็นวิธีการที่สำคัญในการสร้างธุรกิจให้ได้กำไร
บางคนอาจจะไม่เคยทำธุรกิจนั้นมากก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะเอาข้อมูลมากจากที่ไหน ก็จะต้องใช้ความพยายามในการหาข้อมูลจากแหล่งของคนอื่นที่อยู่ในอุตสกรรมเดียวกัน หรือเป็นกิจการที่ใกล้เคียงกัน หรือมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ให้คำแนะนำ รวมทั้งทำการวิจัยขึ้นมาใช้เองให้ตอบข้อสงสัยตรงตามจุดประสงค์

ทำเล ทำเล และทำเล

หลายคนทราบดีว่า ความสำเร็จของธุรกิจร้านค้า คือ ทำเล ทำเล และทำเล อย่างที่ อาจารย์มานิต กล่าวว่า “ในธุรกิจค้าปลีก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือทำเล ทำเล และทำเล เพราะถ้าเราเลือกทำเลผิดแล้วมันไม่ใช่ ทำอย่างไรก็ไม่ได้เงิน นี่คือสาเหตุที่ 1 ส่วนสาเหตุที่ 2ที่ทำให้ไม่ได้กำไร ก็ทำเลเหมือนกัน เช่นว่า ทำเลตรงนี้ดี แต่วันดีคืนดีมีกิจการแบบเดียวกัน มาเปิดทีเดียวพร้อมๆกัน 3 ร้านก็ทำให้เจ๊งได้เหมือนกัน ผมเคยเปิดร้านคอนวีเนียนสโตร์ที่ขายไม่ค่อยดี พอมาดูก็ตัดสินใจย้ายถัดไปอีก 8 ห้อง เท่านั้น ก็ขายดีขึ้นมา มีตัวเลขดีทำกำไรได้”
สำหรับวิธีการเลือกทำเลสำหรับร้านอหาร มีผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจร้านอาหารได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า“การเลือกทำเล จะมี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ในส่วนของการทำสำรวจทำเลในด้านCompetitor checklist คือการสำรวจนับประชากร และจำนวนร้านคู่แข่ง และCustomer checklist ก็คือการสำรวจพฤติกรรมของลูกค้า”

“เราจะดูการสัญจรไปมา นับจำนวนผู้คนในละแวกนั้นว่าในช่วงเวลาทั่วไปมีคนเดินผ่านกี่คน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดมีคนเดินผ่านกี่คน ก็จะเป็นตัวเลขตั้งต้นที่จะมาใช้คำนวณ และสังเกตว่า ใน 100 คนจะมีคนเข้ามาในร้านอาหารกี่คนโดยอาจจะสังเกตจากร้านอาหารระดับเดียวกับที่เราจะทำ หรือประเภทที่คล้ายเราที่สุด ก็จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่จะได้ลูกค้าใน 1วัน 1 สัปดาห์ ที่จะนำไปคิดต่อได้ นอกจากนั้นก็ดูว่าการใช้จ่ายต่อคนตกประมาณเท่าไหร่โดยเฉลี่ย อาจจะ 100บาท 200 บาทต่อคน หรือ 300 บาทต่อคนวิธีนี้คุณอาจลองไปเป็นลูกค้าที่ร้านย่านนั้น แล้วสังเกตลูกค้า รวมทั้งสอบถามจากพนักงานได้ ตรงนี้เราก็พอจะประเมินรายได้ของร้านได้แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องคิดถึงอีกก็คือ คู่แข่งขันที่เราต้องแชร์กันกับลูกค้าย่านนั้นด้วยว่า ละแวกนั้นมีร้านอาหารอยู่เยอะไหม ถ้าร้านเราเข้าแชร์ตลาดอีกจะเหลือประมาณเท่าไหร่”

เรื่องเงิน

ทำธุรกิจอย่างไรให้ได้เงิน ก็คือ ขายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายไง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้แต่การปฏิบัติให้ได้ตามนี้ไม่ง่ายนัก อดิศักดิ์ จิระวุฒิพงศ์ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อ 4 เอ็สเอ็มอีแบงค์ กล่าวว่า “ในมุมมองของธนาคาร การทำที่จะให้ใครกู้เงิน เราก็ต้องดูว่า ทำธุรกิจนี้ทำแล้วจะได้กำไรไหมจะอยู่รอดไหม และผู้กู้ก็ต้องมีวินัยในการใช้เงินต้องควบคุมการเงินของตัวเองให้ได้ โดยการดูแลด้านต้นทุนให้ได้ เพราะที่ผมเจอบ่อยๆ ผู้ประกอบการมีจะผลิตสินค้าได้ แต่ควบคุมต้นทุนไม่เป็น มักจะตั้งราคาขายไม่ครอบคลุมต้นทุนฉะนั้นการจะทำธุรกิจให้ได้กำไรท่านควรดูต้นทุนที่แท้จริงของท่านว่าเป็นเท่าไหร่และท่านต้องการกำไรเท่าไหร่ และเมื่อคำนวณเป็นราคาขายออกมาราคาที่ได้จะสูงกว่าในท้องตลาดหรือไม่ ถ้าราคาสูงกว่าแบบนี้ก็จะลำบาก สมมุติว่า ท่านตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาขาย วางราคาไว้ที่ 1,000 บาท โนแนมเลยแต่ถามว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าของท่านหรือไม่ ถ้าเทียบกับเสื้อแบบเดียวกันยี่ห้อแอร์โรว์ ราคา 700 บาท ฉะนั้นท่านต้องวางสินค้าให้ถูกตลาดด้วยแล้วเราจะสามารถแข่งขันในตลาดได้หรือเปล่า โดยที่ท่านต้องมีกำไรด้วยถ้าท่านคำนวณต้นทุนได้ ดูตลาดได้ ท่านได้กำไรแน่”

แต่เท่านี้ยังไม่พอนักการเงินยังให้การเตือนในเรื่องความล้มเหลวในเรื่องธุรกิจอีกข้อหนึ่งว่า “วินัยในการใช้เงิน ที่มักจะมีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ท่านอาจะมีกำไรมากในการทำธุรกิจ แต่แทนที่จะเอาจ่ายคืนเงินกู้ หรือใช้เป็นต้นทุนสินค้าในครั้งต่อไปแต่ท่านกลับเอาเงินไปใช้นอกระบบ ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรือเล่นการพนันก็จะทำให้มีปัญหา ต้องไปหาแหล่งทุนเพิ่มเติม หรือบางคนกู้เงินมาแล้ว ขอมาน้อยเกิดไป ไม่พอค่าใช้จ่าย อาจทำให้ต้องหยุดการทำงาน หรือกู้มามากไป ก็มีภาระดอกเบี้ยเยอะ ดังนั้นท่านต้องดูแลการจัดการใช้เงินให้เป็น”
เจ้าของกิจการตัวจริง ที่ทำกำไรในธุรกิจ คือผู้ที่มีทักษะในการบริหารการเงิน เพราะแม้ว่าบางท่านอาจจะเก่งการตลาด ขายสินค้าได้มาก แต่กลับล้มเหลวได้เพราะขาดความสามารถในการบริหารการเงิน อย่างที่ท่านอาจารย์มานิตเคยประสบมาแล้ว อาจารย์ เปิดเผยว่า “อย่างอาจารย์ เป็นมืออาชีพบริหารสินค้าให้กับ บริษัทใหญ่ๆ อย่างปูนซิเมนต์ ค่ายโอสถสภา ได้กำไรระดับพันล้าน แต่พอมาทำเอง สินค้าก็ขายดี แต่การเงินไม่แข็งสินค้าวางขายไปในตลาด มีเม็ดเงินอยู่ในตลาดเต็มไปหมด แต่พอถึงเวลาเขามาเก็บตังค์ ไม่มีเงิน เงินช็อต เก็บเงินเข้ามาไม่ทัน นักธุรกิจส่วนใหญ่ จะตายด้วยระบบการเงิน”

คุณจินตนาพูดถึง สาเหตุการขาดทุนของร้านอาหารว่า “ส่วนใหญ่คือเรี่องต้นทุน การเช็คสต็อก เมื่อซื้อแฟรนไชส์เสียตังค์ไปแล้ว อย่าเดินนอกระบบ ได้ถ่ายทอดจากผู้ชำนาญมาอย่างไร ควรทำตามนั้น เราเองจะมีการเช็คสต็อก เดือนละ 2 ครั้ง แล้วระบบคอมฯจะตรวจสอบได้ เช่น กาแฟ 1 ซอง ต่อ 1 แก้ว งั้นตัวกาแฟ ทุกวันเช็คได้ว่าวันนี้ กาแฟเย็นขายกี่แก้ว สต็อกจะเหลือเท่าไหร่ ดูได้จากคอมฯได้อาหารจะเช็คต่อวันไม่ได้ ระบบคอมจะเช็ค เฉพาะยอดที่ราคาแพง เช่น ซีฟู้ดอาหารพวกคอกเทล ไส้กรอก เช็คได้”
“เมื่อร้านไหนขาดทุนเราก็ต้องมาดูตัวสำคัญที่ส่วนใหญ่ที่ขาดทุน คือต้นทุนเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดมั้ยแฟรนไชซี่ต้องทราบเรื่องหลักการคิดต้นทุน ต้องเร็วต้องดูว่ามีของสูญเสียมั้ย เรารับเรื่องของสูญเสียได้มั้ยแล้วอย่าให้เกิดช่องว่าระหว่าง ซัพพลายเออร์ ของที่ส่งให้กับครัวคอมฯมัจะเช็คได้ อย่าง สเต็ก 1 จาน ใช้เนื้อ 250 กรัม ขายได้ 10จานใช้เนื้อเท่าไหร่ ถ้าหายไปไหน ต้องดูทันที แล้วต้องคุยทันทีข้าวสารก็มีหายนะ ข้าวสาร 1 กระสอบ ต้องขายข้าวได้ กี่จานเราคำนวณขนาดนั้น มีรั่วไหล บางคนกำไปวันละกำก็มี น้ำตาลทรายก็มีนะพวกนี้เอาก็เอาจริง เราควรมีผู้จัดการร้านที่ดีไว้ใจได้ อาจจะมี 2 กะเช้าขึ้นมาต้องมีสักคน แล้วก็ปิดกะอีกคน ต้องมีการตรวจร่างกายของทุกคน”
“ในทุก 15 วันเราต้องเช็คและจะรู้แล้วว่ามันหายไปไหน กรณีที่ต้นทุนสูง เกิดจาก เช็คสต็อกไม่รอบคอบ ตรงนี้เราให้ความสำคัญเรื่องต้นทุน อาหารค่อนข้างมากสัดส่วนอาหารกับยอดขาย ถ้าเป็นต้นทุนกาแฟ อยู่ที่ 15% ต้นทุนอาหาร ที่38-40% งั้นเราต้องดูจากตรงนี้ด้วย”

การควบคุมงานในร้าน

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจของตัวเอง หรือซื้อแฟรนไชส์ การจะทำร้านให้ได้กำไร ย่อมขึ้นกับตัวเจ้าของร้านทั้งสิ้น คุณจินตนา บริหารร้านแบล็คย่อนมากว่า 170 นั้น พบว่า ร้านใหนที่เจ้าของร้านมาดูแลด้วยตัวเองจะได้กำไรเยอะกว่าร้านที่ให้คนอื่นดูแล“คนที่จะทำร้านอาหาร ต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมมั๊ย เพราะร้านอาหารไม่ใช่งานเบา เป็นงานหนัก และละเอียดอ่อนคนที่ซื้อแฟรนไชส์ถ้าไม่ได้บริหารเอง ก็ได้กำไรเหมือนกันแต่จะน้อยกว่าคนที่ดูแลร้านเองฉะนั้นเราจึงเน้นการคัดเลือกผู้ซื้อแฟรนไชส์ ดูว่าเขาต้องการบริหารร้านด้วยตัวเองมั๊ยไม่ใช่ว่าพอเย็นมาก็มาเก็บเงินเท่านั้น แบบนี้ไม่เอา”
คุณณัฐพิชญ์ ได้เล่าถึงเรื่องการควบคุมในร้าน เพื่อทำให้ได้ผลในการสร้างยอดขายที่สูงขึ้นว่า “ทุกคนที่สนใจเซเว่นฯก็จะต้องถาม เรื่องแรกคือผลประกอบการเพราะตัวแต่ละร้านที่เป็นแฟรนไชส์จะมีรายได้ต่อเดือนขประมาณ 2หมื่นขึ้นถึง 5 หมื่น หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เงินเดือนพนักงานแล้ว รายรับต่อวันในแต่ละวันหมายถึงยอดกำไรสินค้าต่อวัน แต่ละร้านไม่เท่ากันอย่างของดิฉันเองเดือนหนึ่งประมาณ เจ็ดหมื่นขึ้น ไม่รวมเคาเตอร์เซอร์วิสแต่รวมพวกบัตรโทรศัพท์แล้วแต่ว่าเรื่องของผลประกอบการจะต้องหักค่าใช้จ่ายด้วย เช่นเงินเดือนพนักงานเงินเดือนของตัวเอง ตีเราเป็นพนักงานคนหนึ่ง ก็ประมาณ 2 ถึง 5 หมื่นแต่ว่าโอกาสที่จะได้มากกว่า 5หมื่นก็มีแต่สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของแฟรนไชส์เองว่าเขาไปดูแลเข้าไปสนใจธุรกิจนี้มากน้อยแค่ไหน”
“ กำไรจะมากขึ้นได้ถ้าเราเข้าไปใส่ใจจริงๆงานเซเว่น ทุกคนอาจจะมองว่าขายสินค้า ซื้อมาขายไป ขายสินค้าเด็กห้าบาทสิบบาท แต่จริงแล้ว อยากจะบอกว่า ตัวบริษัทเองมีมาตรฐานในการควบคุมพวกเราที่เข้าไปเป็นแฟรนไชส์ ต้องคุมเข้มมากพวกเราก็ต้องทำให้ตรงตามมาตรฐาน”

“มาตรฐาน มีอะไรบ้างอย่างเช่น พนักงาน การบริการถ้าบริการลูกค้าได้ดี พูดจาไพเราะ แสดงกิริยา ที่น่าพึงพอใจโอกาสที่ลูกค้าจะเข้ากลับมาในร้านมี อย่างมาตรฐานร้านในเรื่องการบริการอย่างที่บอกว่าทุกคนจะต้องถามว่า ขนมจีบ ซาลาเปานั่นคือหนึ่งในมาตรฐานร้าน มันเป็นการเพิ่มของยอดขาย เป็นการเชิญชวนลูกค้าไม่ใช่ว่าลูกค้าเข้ามา กด กด กด ไม่พูดไม่จา พอเราพูดจาแล้วลูกค้าบางคนขำขำนะคะ พอคุยไปปุ๊บ ลูกค้าก็จะเริ่มต้นคุยกับเรานั่นเป็นการเริ่มต้นการสนทนาแล้วค่ะ พอครั้งต่อไปเราก็จะสร้างความคุ้นเคยให้กับการบริการ”
“บริษัทแม่เองก็คุมเข้ม มาตรฐานสินค้าบางคนคิดว่าทำไม ต้องมาจุกจิกกับฉัน อย่างอาหารสด ไส้กรอก ซาลาเปาในร้านจะมีอายุ ถ้าถึงเวลา เราจะต้องตัดจ่ายทั้งที่บางคนรับไม่ได้กับตรงนี้ สินค้ายังทานได้อยู่เลยจะทิ้งทำไม มาตรฐานร้านมันมีอยู่ตรงนี้ และส่วนมากถ้าเป็นอย่างนี้เราก็จะซื้อกันเอง ความสะอาดหรือสินค้าหมดอายุ เป็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด เราต้องใส่ใจกับตรงนี้ ต้องมั่นตรวจสินค้า เราต้องใส่ใจตรงนี้มันจะเกิดผล”
อย่างเรื่องการคุมสต็อก เธอเล่าว่า “เราไม่หลุดสั่งออเดอร์ สินค้าเข้ามาในร้าน เราต้องดูว่าเพียงพอกับการขายมั้ยถ้าสมมุติว่าลูกค้าอยากเข้ามาซื้อขนมฟาร์มเฮ้าส์ ตายแล้วไม่มี การ์ดิเนียฉันไม่กิน ฉะนั้นตัวเรา ตัวเจ้าของร้านเองต้องทบทวนว่าเข้าไปดูแลตรงนี้ดีพอหรือเปล่า ถ้าลูกค้าเดินออกนอกร้านไปแล้วฟาร์มเฮ้าส์ไม่มี คุณสูญลูกค้าไปแล้ว 1อาจจะสูญเสียรายได้จากการซื้อไส้กรอกเพิ่ม หรืออาจจะซื้อแยมเพิ่มไปด้วยกำไรของร้านเราก็ลดลงไปด้วย”
เธอกล่าวย้ำว่า“เราต้องสนใจทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในร้านไม่มีใครที่จะดูแลร้านได้ดีเท่ากับตัวเราเอง แม้กระทั่งเรื่องกดน้ำแข็งไม่ออก ถ้าเราไม่ใส่ใจ ลูกค้าก็จะไม่ซื้อเลยนะน้ำ กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่ม ฉะนั้นต้องเข้าไปดูแลร้านให้ใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงแรก เซเว่นดำเนินกิจการ 24 ชม. กว่าเราจะอยู่ตัวใช้เวลานานแต่เมื่อเราอยู่ตัวแล้ว เราต้องเข้าไปใกล้ชิดเข้มกับเรื่องของตัวร้านและตัวพนักงาน เอาใจใส่ดูแลลูกค้าผลประกอบการที่ทุกคนถามถึงก็จะมาเอง”

การตลาด หัวใจสร้างรายได้

บริษัทโอสถสภาเต็กเฮงหยู เป็นจอมยุทธ ในการขายสินค้าอุปโภค มากมาย ไม่ว่า เป็นยาทันใจ เอ็ม100เอ็ม 150 น้ำมันพืชองุ่น ลูกอมโอเล่ ปลากระป๋องโรซ่า และสินค้าอื่นๆอีกมากมาย สินค้าเหล่านี้อาจารย์มานิตได้เคยเป็นหัวหน้าทีมการตลาดบริหารสินค้าเหล่านี้ ที่หลายตัวสามารถขายได้ระดับพันล้านบาทต่อปี แต่อาจารย์มานิตเปิดเผยว่า ในจำนวนสินค้าที่ประสบความเร็จเหล่านี้ มีตัวที่ล้มเหลวไปก็มาก มากกว่าตัวสำเร็จเสียอีก “สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์แล้วก็จะเป็นเรื่องยาก และซับซ้อนที่สุดบางคนนึกว่ามีเงินทุ่มโฆษณามากสินค้าก็ดังไปเอง ไม่จริงเลยมีสินค้าจำนวนมากเสียเงินไปมากมาย สู้อยู่หลายปี ก็ไม่ติดตลาดบางสินค้ายิ่งโฆษณาก็ยิ่งเจ๊ง เสียเงินทองเปล่าๆแต่บางคนไม่ต้องใช้โฆษณาเลย แต่แบรนด์ดังติดตลาดก็มี”

“แต่ถ้าคนทำเป็นแล้ว มันมีหลักการ มีเคล็ดลับมีรายละเอียด มีข้อเตือนใจ ข้อคิด ข้อควรระวังต้องอาศัยความเยือกเย็นลึกซึ้ง ค่อยคิด แล้วก็อาศัยมืออาชีพมาคิดรวมกันทำมันจะมีจุดอันตรายที่เราต้องผ่านให้ได้เหมือนขับรถไต่เขาผ่านช่องแคบถ้าขับเป็นก็ไม่ตกเขาต้ออาศัยทักษะความชำนาญมาก”

“ตัวอย่างสินค้าน้ำมันองุ่นซึ่งเป็นยี่ห้อที่วางตลาดมาแล้วนานแล้ว เริ่มต้นยังไม่มีใครรู้จักเมื่อมาอยู่ในความรับผิดชอบของเราที่จะต้องทำตลาด สิ่งแรกที่คิดคือต้องหาคอนเซ็ปท์ของสินค้าว่า จะมีจุดจูงใจอย่างไร คิดแบบนักโฆษณาก่อนเลยเพราะอาศัยเป็นครีเอทีฟเก่า
ตอนนั้นเอเยนซีโฆษณาชื่อมาสเตอร์แอดเป็นเด็กหนุ่มน่ารักเขาก็ทำหนังโฆษณาเดิมเป็นจิงเกิ้ลร้องเพลงแล้วก็มีขวดสวยๆ หนังก็สวยดี ผมก็บอกโรงงานว่าเอาใหม่ดีกว่า รอผมคิดคอนเซ็พท์ให้ผลึกก่อนว่าจะขายอะไร มีจุดขายอะไรมีBig Idea อะไรมี Story to tellหรือเรื่องราวที่จะเล่าให้ผู้บริโภคสนใจหรือไม่”

“ผมก็เอาขวดกับฉลากมาดูอยู่หลายวัน นั่งมองเหมือนคนบ้า นั่งคิดไปเรื่อยๆเดิมคิดว่าจะเปลี่ยนขวดใหม่ แต่โรงงานบอกว่ามีสต็อกเก่าอยู่เป็นแสนเปลี่ยนได้เฉพาะฉลากได้ไหมผมก็ตกลงก็บอกเอเยนซี่ให้เปลี่ยนเป็นฉลากสีเขียวเป็นสีเหลืองมีรูปถั่วเหลืองเยอะ เพราะจะทำให้ดูสดใสขึ้นรูปพวงองุ่นให้เอาออก แต่ใส่คำว่า “ตรา” ใหญ่ๆ
สุดท้ายมาปิ๊งไอเดีย ว่าน่าจะใส่คำว่า “ไม่มีคอเลสเตอรอล” บนฉลากเพราะในวงการน้ำมันพืชทั่วโลกเป็นที่รู้จักกันว่าจะใส่คำนี้ต้องเป็นน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพดและน้ำมันถั่วเหลืองเท่านั้นผมว่าคำนี้เข้าท่าจะทำให้เราแตกต่างจากทุกยี่ห้อในตลาดทันทีนี่เป็นข้อที่หนึ่ง”

“แต่คิดแค่นี้ก็ยังไม่ดัง เพราะยุคนั้นคำว่าคลอเลสเตอรอล คนทั่วไปรู้จักน้อยรู้เฉพาะวงการแพทย์กับลูกค้าที่พิถีพิถันบางคนเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งไปนั่งคุยกับคุณวิสุทธิ์ เจ้าของโรงงานบอกคุณวิสุทธิ์สร้างโรงงานหลายร้อยล้านบาทมาขายเดือนละไม่กี่พันหีบจะอยู่ได้ยังไง คุณวิสุทธิ์ก็บอกว่าที่แล้วมาผมขายเป็นปี๊บบ้าง เป็นคอนเทนเนอร์ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผมก็ถามว่าโรงงานอะไรถึงใช้น้ำมันถั่วเหลืองเขาก็บอกว่าโรงงานปลากระป๋องส่งนอก ซึ่งใช้น้ำมันอื่นไม่ได้เลยเพราะเจอความเย็นแล้วเป็นไขหมด ผมก็ถามว่า ไขหน้าตาเป็นอย่างไรเขาก็บอกว่าให้ผมลองเอาน้ำมันพืชใส่ตู้เย็น พรุ่งนี้ก็จะเห็นเอง”

“เท่านี้เอง ผมกลับมาก็ลองทำอย่างที่ว่าทันทีที่เห็นสินค้าคู่แข่งเป็นไขทั้งขวด ขาวขุ่น น่ากลัวมากแต่น้ำมันพืชองุ่นเป็นสีทองใสแจ๋ว ผมก็รู้ว่าผมมีสินค้าทองคำผมมีคอนเซพท์ทองคำในมือแล้ว”

“ผมเรียกเอเยนซีมา ให้ทำหนังใหม่อีกเรื่องหนึ่งผมขออนุญาตแทรกแซงเขียนสคริพ์ให้เพื่อความรวดเร็ว ทำหนังง่ายๆเอาน้ำมันพืชใส่ตู้เย็น จบลงด้วยคำว่า พิสูจน์แล้วน้ำมันพืชตราองุ่นไม่มีไข ไม่มีคลอเลสตอรอล ง่ายๆ แค่นี้เอง”

“จากวันนั้นก็เป็นการพลิกประวัติศาสตร์การใช้งบโฆษณาที่ถือว่าไม่มากนัก แต่คอนเซพท์รุนแรงจับใจแม่บ้านมากพิสูจน์ได้เองอีกต่างหาก ตามด้วยการส่งเสริมการขาย ดิสเพลย์ที่แข็งแรงเรียกว่า IMC ครบทุกกระบวนท่าซึ่งมีรายละเอียดอีกมาก แต่สินค้าก็กลายขายดีแบบฟ้าถล่ม ดินทลายและสุดท้ายก็ก้าวขึ้เป็นอันดับหนึ่งในตลาดอย่างเต็มภาคภูมิและครองความเป็นเจ้ามาถึงปัจจุบัน”

ที่มา : โอกาสธุรกิจ&แฟรนไชน์

Popularity: 1%





อาชีพขาย…ดีตรงไหน

February 11th, 2010




หลายคนคงเคยได้ยินคำถามข้างต้นนี้มาเยอะแยะว่า “อาชีพขายดีตรงไหน” เพราะบางคนทำมาเดือนสองเดือนก็ออก เพราะทนต่ออาชีพที่ต้องตากหน้าไปยกมือไหว้ชาวบ้านเขาไม่ไหวบางทีต้องไปนั่งรอลูกค้าเป็นชั่วโมงทั้งๆ ที่ได้นัดกันเอาไว้แล้วทำอย่างไรได้ เพราะ “ลูกค้าคือพระเจ้า” อย่างไรก็ตาม เรามาดูข้อดีของอาชีพกันว่ามีอะไรบ้าง

- อาชีพขายทำรายได้ให้แก่ตนเองได้มากกว่าอาชีพอื่น

เพราะอาชีพขายส่วนใหญ่อยู่ได้ก็เพราะ Commission ที่ขึ้นอยู่กับยอดขาย เราขายได้มากรายได้เราก็มากขึ้นตามตัว แล้วตัวคุณล่ะเห็นด้วยกับข้อนี้หรือเปล่า

- เป็นอาชีพที่เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

พูดง่ายๆ เลยก็คือไม่ต้องตอกบัตรเข้า – ออกเหมือนงานที่ทำในออฟฟิศทำให้ความก้าวหน้าของชีวิตอยู่ในอุ้งมือของเรา ตราบใดถ้าเรายังขี้เกียจพอไปเซ็นชื่อแล้วก็กลับไปนอนที่บ้าน หรือขายพอแล้วของเดือนนี้แล้วสต๊อกออเดอร์ไว้เดือนหน้า พนักงานขายคนนั้นก็จะตกม้าตายเอง ดังนั้นคนที่ทำงานนี้ได้จะต้องมีระเบียบวินัยของตนเองเป็นอย่างดี

- เป็นงานที่ท้าทายความสามารถอยู่เสมอ

มีคนบอกว่า คนเป็นโรคหัวใจ ขี้ตกใจง่าย มักจะทำอาชีพนี้ไม่ได้ เพราะวันหนึ่ง คุณต้องเจอกับลูกค้า 5 ถึง 6 รายบางทีเป็นสิบรายลูกค้าบางคนก็พูดจาอ่อนหวาน พอมาถึงลูกค้าคนที่สองก็ชี้หน้าว่าใส่เราทำให้พนักงานขายบางคนพูดไม่ออก อย่างไรก็ตามงานขายเป็นงานที่ท้าทายความสามารถจริงๆ และสำหรับนักขายชั้นเซียนด้วยแล้วถ้าลูกค้ารายไหนยิ่งขายลำบาก เขาก็ยิ่งต้องพยายามขายให้ได้มากขึ้น

- เป็นงานที่ใช้ความสามารถรอบตัวได้อย่างเต็มที่

คุณลองคิดดูถ้าคุณเป็นพนักงานทำบัญชีอยู่ในธนาคารแต่คุณชอบเล่นกอล์ฟ มันก็ช่วยคุณได้แค่พบปะสังสรรค์เพื่อนๆ ในก๊วนเดียวกันและได้กินเงินพนันเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานขายคุณรู้หรือไม่สนามกอล์ฟเป็นที่ทำงานของบรรดาพนักงานขายยอดขายค่าคอมฯก็นับร้อยๆ ล้านมาแล้ว เพราะพนักงานขายเหล่านั้นเขาใช้ความสามารถของเขาบวกกับอาชีพขายได้อย่างกลมกลืน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีความสามารถอะไร ก็เอามาประสานเข้ากับอาชีพขายได้ทั้งนั้น

- เป็นงานที่ต้องรอบรู้ในทุกด้าน (Generalist Type)

คุณต้องมีความรู้กว้างขวางในทุกเรื่องรวมทั้งเรื่องการเมือง ก็ต้องรู้ เพราะการที่เรามีความรู้รอบตัวหรือคอยอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ในประจำวันได้จะทำให้เราได้คุยกับลูกค้าได้หลากหลายรูปแบบลูกค้าบางคนอาจจะชื่นชอบกีฬาฟุตบอล คุณอาจจะคุยเรื่องกีฬาสักชั่วโมงแล้วตอนสุดท้ายค่อยมาพูดถึงเรื่องสินค้าที่เราขายเพียงนาทีเดียวก็ได้

- มีโอกาสได้เป็นมิตรกับคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง

พนักงานขายส่วนมากต้องเป็นคน Approachable หรือเป็นคนที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ก็คือเป็นคนที่เข้าหาคน ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูน่าคบหา เป็นต้น

- มีโอกาสก้าวหน้าไปสู่ผู้บริหารสูงสุด หรือทำธุรกิจของตนได้เองในอนาคต

อาชีพขายเป็นอาชีพเดียวที่มีคนจ้างเราให้เงินเดือน และให้เราทำการตลาดออกไปเก็บเกี่ยวดูลู่ทางไว้ทำมาหากินในอนาคต หากเราขายได้ตามเป้าหรือทะลุเป้า ทางบริษัทก็ยังให้ค่าคอมฯ เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าไม่มีอาชีพไหนมีโอกาสได้อย่างนี้

ที่มา : pantown.com

Popularity: 1%