Posts Tagged ‘สัมภาษณ์งาน’

แปลกจริง ทำไมหางานทำไม่ได้?

February 16th, 2010




แปลกจริง ทำไมหางานทำไม่ได้?

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ย่ำต๊อกหางานมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้งานเสียที แทนที่จะมามัวท้อแท้อยู่ ลองมาหาข้อผิดพลาดดูเถอะว่า ทำไมหนอคุณถึงไม่ได้งาน ทั้งๆ ที่ “โปรไฟล์” ส่วนตัวก็มิได้ขี้เหร่เลยสักนิด…

- เช็คดูซิว่า เรซูเมของคุณเหมาะกับงานที่ไปสมัครหรือเปล่า หลายคนมีเรซูเมแค่ชุดเดียว สำหรับใช้ตลอดปีตลอดชาติ จริงๆ แล้วคุณควรปรับตัวเองเป็นนักเขียนเรซูเมมืออาชีพก่อนด้วยการเขียนให้เหมาะกับงานที่จะสมัคร เรื่องนี้สำคัญพอๆ กับการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์งานแต่ละที่เลยล่ะ

- บางคนวางตัวเป็นธรรมชาติมากเกินไป จนธรรมชาติของคุณอาจจะกลับมาทำร้ายได้ ระวังให้ดี การตีซี้กับแผนกเอชอาร์มากเกินเส้นแบ่งของความพอดี โดยเฉพาะการแสดงความสนิทสนมที่ไม่รู้ว่าก่อกันมาแต่ชาติปางไหน เช่น การเรียกตัวเอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่แผนกเอชอาร์ด้วยชื่อเล่นก่อนที่เขาจะชักชวนให้เรียก ซึ่งแย่พอๆ กับไปสมัครงานบริษัทข้ามชาติแล้วเรียกชื่อหน้าของฝรั่งเลยทีเดียว

- หลายๆ คนที่ไปสมัครงาน อาจจะไปอ่านเคล็ดลับจากที่นั่นที่นี่ว่าให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เคราะห์ร้ายที่ลืมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม เพราะต้องการเป็นตัวของตัวเองที่อาจจะเซ็กซี่เกินเหตุ ซกมก ไม่สุภาพ ฯลฯ

- ความไม่เป็นมืออาชีพก็น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีมีเอี่ยวกับชีวิตมากมาย บางครั้งผู้สัมภาษณ์อาจต้องการอีเมล์ของคุณเพื่อส่งเอกสารสำคัญ หรืออาจจะให้แบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถของคุณก่อนรับเข้าทำงาน ปรากฏว่าคุณมีแต่อีเมล์แอดเดรสประเภท ilikes2party@hotmail.com โอ้โห… น่ารับเข้าทำงานมากเลย

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ บางทีแค่ลืมกล่าวคำ “ขอบคุณ” หรือ “ขอโทษ” ในเวลาที่เหมาะที่ควร ก็เป็นสาเหตุให้คุณไม่ได้งานเช่นกัน คำแนะนำคือ จงมีสติเข้าไว้ แล้วดีเอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Bangkok Post & Post Today

Popularity: 1%





ระวัง!! ข้อผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน

February 15th, 2010




ระวัง!! ข้อผิดพลาดในการเขียนใบสมัครงาน

เมื่อทราบแล้วว่าบริษัทจะพิจารณาอะไรบ้าง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันผู้สมัครงาน จำนวนมากยังไม่ให้ความสำคัญในการเขียนใบสมัคร หรือไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่กำหนดไว้ในใบ สมัคร ทำให้พลาดโอกาสสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการสมัครงานไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงขอกล่าว ถึงข้อผิดพลาดในการกรอกใบสมัครที่ทำให้ผู้สมัครต้องพลาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเข้า สัมภาษณ์หรือรับเข้าทำงาน ดังนี้

1. ลายมือของผู้สมัครงาน
ลายมือของผู้สมัครงานสามารถบ่งบอกถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับผู้สมัครงาน เช่น
ความรักสวยรักงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ ซึ่งในข้อนี้บริษัทมิได้พิจารณาว่าลายมือของผู้ สมัครงานสวยหรือไม่ แต่จะพิจารณาว่าลายมือของผู้สมัครงานนั้นคนทั่วไปสามารถอ่านออกหรือไม่ ข้อแนะนำสำหรับเรื่องลายมือในการกรอกใบสมัครก็คือ ลายมือไม่จำเป็นต้องสวย หรือ ตัวบรรจง แต่ ขอให้เขียนให้อ่านง่าย ๆ เป็นระเบียบเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องก็ใช้ได้ และที่สำคัญอย่าใช้เวลาในการ กรอกใบสมัครนานเกินไป

2. การกรอกข้อมูล ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ เกิดจาก
- การกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ใบสมัครกำหนด
- การกรอกข้อมูลผิดพลาดจากจุดประสงค์ที่ใบสมัครต้องการทราบ
- การกรอกข้อมูลหรือเขียนข้อความผิด ๆ หรือมีการแก้ไขมาก

- กรณีการกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วนนั้น โดยทั่วไปใบสมัครของบริษัทเกือบทุกแห่งมักมีข้อความที่ ว่า “โปรดกรอกข้อความให้ครบถ้วน” แต่ในบางครั้งผู้สมัครงานนั้นไม่มีข้อมูลที่จะให้ในข้อนั้น ๆ เช่นข้อ มูลเกี่ยวกับสถานะทางทหาร ผู้สมัครงานที่เป็นสตรีก็คงไม่มีข้อมูลนี้ให้กรอก หรือสถานะทางครอบครัว เกี่ยวกับคู่สมรสซึ่งบางคนยังโสด เป็นต้น วิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดข้อนี้ก็คือข้อความใดในใบสมัครที่ผู้ สมัครงานไม่มีข้อมูลจะให้ก็ควรเขียนเครื่องหมาย (-) ไว้ในช่องว่างนั้น เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ได้ ลืมเติม แต่ไม่มีข้อมูลลักษณะนี้ก็เป็นการสื่อให้เห็นว่าผู้สมัครไม่ใช่คนประมาทเลินล่อและไม่มีเจตนาที่ จะปกปิดข้อมูล

- ขอย้ำว่าการกรอกข้อมูลในใบสมัครงานไม่ครบถ้วนนั้น นอกจากผู้คัดเลือกจะเกิดทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้สมัครแล้วยังทำให้ผู้สมัครงานพลาดโอกาสอีกด้วย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการศึกษา ผู้สมัคร มักกรอกข้อมูลเฉพาะการศึกษาในช่วงก่อนการเข้าทำงานเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าข้อมูลของการศึกษาใน เบื้องต้นก็มีส่วนทำให้ผู้สมัครงานมีโอกาสได้งานทำมากขึ้น เช่น บังเอิญจบจากสถานศึกษาที่ผู้ สัมภาษณ์หรือผู้คัดเลือกเคยศึกษามาก่อนก็จะทำให้รู้สึกว่าผู้สมัครงานรายนี้เป็นพรรคพวกหรือเกิดทัศ นคติที่ดี ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เห็นผู้สมัครงานเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้สมัครงานกรอกข้อมูลตกหล่นในส่วนที่เป็นสาระ สำคัญแล้ว โอกาสที่จะได้รับการพิจารณาก็แทบจะหมดไปเลย

- กรณีการกรอกข้อมูลผิดพลาดจากวัตถุประสงค์ของใบสมัคร การผิดพลาดเช่นนี้เป็นการผิด พลาดที่ทำให้เกิดการสื่อสารผิดเพี้ยนจากเจตนารมณ์ของผู้ต้องการข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล บางครั้งก็ มองดูเป็นเรื่องตลกไป แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครงานได้

- ตัวอย่างเช่น ในใบสมัครมีข้อความให้กรอกเกี่ยวกับสถานที่เกิดของผู้สมัครงาน โดยเขียนว่า สถานที่เกิด…ผู้สมัครก็กรอกข้อมูลว่า “ที่บ้าน”หรือ “โรงพยาบาล” ซึ่งถ้าดูโดยผิวเผินก็น่าจะไม่มีอะไร ผิดพลาด แต่แท้ที่จริงแล้ว บริษัทนั้นต้องการทราบว่า “เกิดที่จังหวัดอะไร” ครั้นผู้พิจารณาคัดเลือกเขา เห็นผู้สมัครกรอกข้อความว่า “ที่บ้าน” หรือ “โรงพยาบาล” ก็เลยทำให้คิดไปว่าอีกหน่อยก็คงมีคนกรอก ข้อความว่า “บนทางด่วน” “บนรถแท็กซี่” หรือ “บนเครื่องบิน” เพราะมารดาของผู้สมัครงานเดินทาง ไปโรงพยาบาลไม่ทันบริษัทอาจมองว่าผู้สมัครงานนั้นไม่มีสามัญสำนึกและยิ่งผู้สมัครงานนั้นมีการ ศึกษาถึงระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทแล้ว แต่ยังกรอกใบสมัครเช่นนั้นจะให้ผู้คัดเลือกหรือผู้ สัมภาษณ์พิจารณาผู้สมัครงานนั้นเป็นเช่นใด เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรเลย

- ตัวอย่างอีกแบบหนึ่งคือ การกรอกข้อมูลความรู้ความสามารถพิเศษผู้สมัครงานบางคนก็กรอก เล่นดนตรีไทย เป็นนักกีฬาฟุตบอล ขับรถยนต์ได้ เป็นต้น การกรอกข้อมูลในลักษณะนี้ก็คงไม่ได้ เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานเท่าใดนัก แต่ก็ไม่เกิดผลเสียหายต่อการพิจารณาของผู้คัดเลือกผู้สมัครงาน เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ใบสมัครงานของผู้สมัครงานของผู้สมัครงานรายหนึ่งซึ่งจบนิติศาสตร์ เขากรอกข้อ ความในส่วนของความรู้ความสามารถพิเศษว่า พิมพ์ดีดได้ ใช้เครื่องโทรสารได้ การกรอกข้อมูล ลักษณะนี้แม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นความสามารถพิเศษที่จะนำมาอวดอ้างได้ ไม่สมกับ ภูมิความรู้ของผู้ที่ได้รับการศึกษามาขนาดนี้ เพราะการใช้เครื่องโทรสารนี้เด็กจบประถมศึกษาปีที่ 6 หากนายจ้างฝึกวิธีใช้เพียง 3 ครั้ง เขาก็ทำได้คล่องแคล่วแล้ว หากผู้สมัครงานที่มีคุณวุฒิการศึกษาสูง แต่เขียนความรู้ความสามารถพิเศษเช่นนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรเหมาะ สมหรือไม่เหมาะสม หรือมีมาตรฐานในการทำงานที่ต่ำ ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้สมัครงานจบการศึกษา ที่ต่ำแต่สามารถใช้อุปกรณ์สำนักงานได้ถือว่ามีความสามารถพิเศษได้

- แนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ก็คือ การกรอกข้อมูลในหัวข้อใดที่ผู้สมัครงานอ่านแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ แน่ใจว่าต้องการให้กรอกข้อความว่าอย่างไร ขอให้ผู้สมัครงานสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการรับ พิเศษ ขอให้พิจารณากรอกเฉพาะข้อมูลที่เห็นว่าสมกับภูมิความรู้ จะทำให้ดูเป็นผู้มีความฉลาดและ ไหวพริบ

- การเขียนข้อความผิด ๆ กรณีนี้มองเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรง และแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครงานนั้นเป็นผู้ที่ขาดความละเอียดรอบคอบและยิ่งมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้รับ การแก้ไขก่อนส่งใบสมัครด้วยแล้ว ใบสมัครงานนั้นก็จะถูกคัดออกไปทันทีเพราะในทรรศนะของผู้คัด เลือกบุคคลเข้าทำงานจะถือว่าใบสมัครงานคือตัวแทนของผู้สมัครงาน ถ้าผู้สมัครงานไม่สนใจและไม่ เอาใจใส่ในการกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนแล้วก็เป็นเรื่องของผู้สมัครงานที่จะต้องรับผิดชอบเอง และคงไม่มีบริษัทใดให้โอกาสแก่ผู้สมัครงานได้กลับไปเขียนใบสมัครงานใหม่เพราะบริษัทคงไม่ ต้องการรับคนทำงานที่ทำงานบกพร่อง ผิดพลาดจนต้องแก้ไขบ่อย ๆซึ่งจะส่งผลเสียต่อการทำงานของ เพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา

- วิธีป้องกันสำหรับข้อนี้ก็คือ ต้องหัดเขียนหนังสือให้ชัดเจน และอ่านข้อความให้เข้าใจอย่างถ่อง แท้ก่อนจึงค่อยคิดและกรอกใบสมัครงาน ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้ดินสอร่างก่อนและทบทวนอีกครั้งก่อนจะ เขียนด้วยปากกา การทำเช่นนี้จะช่วยให้สามารถลดข้อผิดพลาดลงได้บ้าง

ที่มา : กรมการจัดหางาน

Popularity: 1%





เริ่มสมัครงานช่วงไหนดี

February 14th, 2010




เริ่มสมัครงานช่วงไหนดี
“ใกล้เรียนจบแล้วเราน่าจะไปสมัครงานกันก่อนดีกว่า พอจบปุ๊บจะได้เริ่มงานปั๊บเลย ไม่เสียเวลา….”

“จะรีบไปไหน ให้จบก่อนแล้วค่อยเริ่มหาดีกว่า จบหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เกรดก็ยังออกไม่หมด ใครจะกล้าเสี่ยงรับเข้าไป งานเขามีให้ทำกันทั้งปีนั่นแหล่ะ ไม่เห็นต้องรีบ…”
สองความคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงและมักได้ยินกันบ่อยๆ ในหมู่นักศึกษาปี 4 ที่กำลังจะโบยบินออกจากรั้วมหาวิทยาลับ บางคนยังหาที่ไปไม่เจอและก็มีอีกหลายคนที่ยังหาทางออกไม่พบ… อย่างหลังนี่สิแย่กว่า

แม้ความคิดที่ 2 จะเป็นความคิดที่ดีเข้าท่าและมีเหตุผลไม่น้อยแต่ก็ไม่ขอสนับสนุน เพราะช้าๆ ได้พร้าเล่มงามมากเกินไปนิดพานจะไม่ได้งานทำซะ ควรเริ่มหางานตอนใกล้เรียนจบดีกว่า เริ่มต้นดี…และเร็ว…ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งแน่นอน

บางคนสงสัย “ใกล้เรียนจบ” คือช่วงไหน? เทอม 1 หรือ เทอม 2 ของปี 4 แล้วต้นเทอมหรือปลายเทอม คงมีหลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจ เหมือนเวลาที่ต้องเสี่ยงกับอะไรสักอย่าง เราคงต้องเลือกช่วงเวลาที่เสี่ยงน้อยที่สุด และช่วงเวลาที่เสี่ยงน้อยที่สุดของทั้งคนหากงานและคนให้งานก็คือ กลางเทอม 2 ของปี 4 ประมาณปลายเดือนธันวาคมหรือช่วงสอบกลางภาคของเทอม 2 นั่นเอง

ทำไมต้องเป็นช่วงนี้ ???
ก็วี่แววการเรียนจบ (ไม่ตก) มันออกช่วงนี้…ตัวคุณเองก็จะรู้ว่าแผนการเรียนที่วางไว้เป็นไปตามเป้าหรือไม่? วิชาที่กำลังเรียนอยู่มีแววผ่านมากน้อยแค่ไหน? อาจารย์คนนี้ไม่โหดแน่(หรือเปล่า)? …และอีกหลายๆ เหตุผลที่บอกกับตัวเองได้ว่า…ข้าจบชัวร์
สำหรับฝ่ายนายจ้างก็เช่นกัน อย่างน้อยสามารถมั่นใจได้ 90 เปอร์เซ็นว่าคุณจะจบแน่ๆ โดยดูจากใบแจ้งผลการเรียนล่าสุด และ (หรือ) หนังสือรับรองการคาดว่าจะจบจากทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัด ซึ่งถ้าคุณขมีขมันสมัครตั้งแต่เทอม 1 การรันตีได้เลยว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนกล้าออกใบรับรองนี้ให้คุณเด็ดขาดและคงไม่มีบริษัทไหนเสี่ยงที่จะรับคุณเช่นกัน สำหรับบางเรื่องช้าสักนิด
….แต่ชัวร์ก็น่าจะดีกว่านะ

ที่สำคัญ…ช่วงนี้ถือเป็นช่วงพีคที่สุดของการรับสมัครงานโดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องการคนจบใหม่ๆ ซึ่งเริ่มปฏิบัตรการกันตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป….4 เดือนแห่งความหวัง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกมันถูกขอให้เริ่มงานในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หากพลาดช่วงนี้ไปไม่ใช่ว่าคุณไม่มีสิทธิ์ได้งานหรอกนะ แต่อาจต้องร้องเพลงรอไปอีกสักพักใหญ่เท่านั้นเอง

4 เดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่ Demand และ Supply ของ ตลาดแรงงานมาพบกันพอดิบพอดี ตามหลักเศรษฐศาสตร์ พื้นฐานที่คุณเคยเรียนตอนปี 1 เป๊ะ จะเรียกว่าช่วง Golden Time หรือ ช่วงเวลาทอง ก็คงไม่โอเวอร์เกินไป

เลยไม่อยากให้พลาดช่วงสำคัญอย่างนี้ไป เพราะอาจทำให้คุณเดินทางไปถึงที่หมายไม่ทันตามเวลาที่ตั้งไว้ก็ได้

ขอขอบคุณ…คุณปนัฎดา สังข์แก้ว
จากหนังสือ “กลยุทธ์เด็ด คว้างานดี ชีวิตนี้ไม่มีเตะฝุ่น.”
เจ้าของผลงานล่าสุด…”คู่มือคนหางาน 108-1009 ตอบปัญหาคาใจ”

Popularity: 1%