Posts Tagged ‘business article’

วิถีการทำงานร่วมกันอย่างมีสุนทรียภาพ

February 19th, 2010




การรวมกลุ่มกันของมนุษย์ เพื่อปฏิบัติภารกิจภายใต้วิถีการทำงานร่วมกันให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็นแนวคิดที่นักบริหารจัดการต่างคาดหวัง และหมายมั่นให้เป็นเช่นนั้น โดยพยายามค้นหาวิธีการต่างๆมาสนับสนุน แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวัง แม้กระทั่งบางครั้งอาจจะดูเหมือนได้ผลแต่เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็กลับสู่สภาพดั่งเดิม ไม่มีความยั่งยืนถาวร ทั้งนี้ถ้ามาวิเคราะห์ดูเหตุและปัจจัยต่างๆประกอบแล้ว จะพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะในวิถีไทย ที่ทำให้เกิดเหตุนั้นก็คือ ความไม่เข้าใจความเป็นจริงในตัวคน ไม่เข้าใจแก่นแท้ของการเกิดพฤติกรรมที่ถาวรของมนุษย์ คนทุกคนมีความแตกต่าง คนเหมือนคน แต่คนก็ไม่เหมือนกัน คำว่า “ปัจเจกบุคคล” จึงถูกบัญญัติขึ้น ทำไมคนแต่ละคนจึงมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ลองมาวิเคราะห์ตามดูว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

เริ่มจากการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ สิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมมนุษย์ นั่นคือ กรอบแนวคิดของบุคคล อันประกอบด้วย เจตคติ ความเชื่อ และค่านิยมของบุคคล สิ่งที่ทำให้มนุษย์นำมาสร้างกรอบแนวคิด นั่นคือ การได้ลงมือทำและพิสูจน์แล้วเห็นผลจริงด้วยตนเอง หรือที่เราเรียกว่า ทักษะที่เกิดจากการฝึกฝน สิ่งที่เป็นเหตุให้มนุษย์สามารถสร้างทักษะฝึกฝนตนเองได้นั่นคือ องค์ความรู้เฉพาะบุคคล ที่ได้จากการนำข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆมาพิจารณาและวินิจฉัยอย่างมีหลักการ สิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถเก็บกักและนำข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้าสู่ตนเองได้ นั่นคือ การที่มนุษย์มีสมองเป็นอุปกรณ์ในการเก็บและประมวลผล โดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัสทั้ง ๕+๑ ที่มีติดตัวมนุษย์มาทุกคนเป็นตัวส่งสัญญาณที่ได้รับรู้มา (การรับสัมผัส ๕ ทางได้แก่ การมองเห็น , การได้ยินเสียง , การได้กลิ่น , การได้รับรู้รสชาติ และการได้รับรู้สัมผัส ส่วนการรับอีก ๑ ทางนั้นคือ ความรู้สึกของปัจเจกบุคคล นั่นคือ อารมณ์)

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า เพราะการรับรู้นั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดการศึกษาวินิจฉัยของบุคคลสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ส่วนตนซึ่งเป็นปัจจัยไปก่อให้เกิดการทดสอบองค์ความรู้นั้นด้วยการลงมือฝึกฝนและเป็นปัจจัยไปก่อให้เกิดการยึดติดเป็น เจตคติ ความเชื่อ และค่านิยมส่วนบุคคล (กรอบแนวคิดของบุคคล) ซึ่งเป็นปัจจัยต่อไปทำให้เกิด การแสดงออกอย่างซ้ำๆและถาวรจนเป็นพฤติกรรม ที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะสื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ โดยไม่ต้องบอกกล่าว เราอาจเคยได้ฟังในสิ่งที่พระท่านสั่งสอนเราอยู่เสมอว่า “คนเราคิดอย่างไร จะทำอย่างนั้น คนเราทำอย่างไร ก็จะเชื่ออยู่อย่างนั้น คนเราเชื่ออย่างไรพฤติกรรมก็จะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นจงระวังความคิดของตนเองให้ดี และหมั่นฝึกฝนความคิดของตนให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ”

สุนทรียภาพมีส่วนช่วยให้เกิดการบรรยากาศการทำงานร่วมกันแบบ Win-win Situation ได้อย่างไร

การรับรู้ทางความรู้สึกของปัจเจกบุคคล (อารมณ์) จะมีความไวและรวดเร็วมากต่อสิ่งเร้าที่มากระทบผ่าน เพราะมีการปรุงแต่งจากความต้องการหยาบๆของมนุษย์(สัญชาติญาณดิบ) จึงเป็นอารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ และจะสร้างพลังเหนี่ยวนำให้เกิดการกระทำขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หยาบนั้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ศึกษา วิเคราะห์ พิจารณา สังเคราะห์ (การใช้วิจารณญาณ) ของบุคคลก่อนที่จะแสดงเป็นการกระทำออกมา ถ้าเราไม่มีความตระหนักและเข้าใจอย่างดีพอ การกระทำแบบนั้นก็จะกลายเป็นความเคยชิน และกลายเป็นพฤติกรรมที่ถาวรของเราไปในที่สุด

สุนทรียศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วย ความดี ความงาม ซึ่งเป็นความงามที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือความงามในทางศิลปะก็ได้ นักปราชญ์ทางศิลปะกล่าวว่า “ความงามเป็นหน่วยความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ทางความรู้สึกกับการสื่อสารความหมาย”สุนทรียศาสตร์ เป็นมาตรฐานความงามในเชิงทฤษฎี (Theory of Beauty) อยู่ในปรัชญาสาขา Axiology ซึ่งจะโน้มนำไปสู่ การสร้างสุนทรียภาพของบุคคล

สุนทรียภาพของบุคคล เป็นสภาพความซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่งดงาม ไพเราะ รื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือ ศิลปะ ความซาบซึ้งในคุณค่าดังกล่าวจะเจริญเติบโตได้โดยประสบการณ์ การศึกษา อบรม ฝึกฝน จนเป็นอุปนิสัย และเกิดรสนิยม(Taste)ขึ้นตามตัวบุคคล ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ในความรู้สึกที่ซาบซึ้งนั้นเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้ที่บริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งใดๆปรุงแต่งในห้วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นพฤติกรรมของผู้ที่มีสุนทรียภาพจะมองคุณค่าของสรรพสิ่งทุกอย่างจากภายใน(Intrinsic Value) มากกว่าภายนอก(Extrinsic Value) เปรียบได้กับเป็นตัวกรองที่จะสนองต่อความต้องการที่ละเอียดอ่อน สร้างพลังเหนี่ยวนำให้เกิดการกระทำที่ดีงาม งดงาม ผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ศึกษา วิเคราะห์ พิจารณา สังเคราะห์ (การใช้วิจารณญาณ) แสดงเป็นการกระทำที่มีความงดงามเหมาะสม ชื่นชมต่อผู้พบเห็น จนติดตัวกลายเป็นพฤติกรรมถาวร เป็นเอกลักษณ์ที่สง่างามเฉพาะตัว น่าเคารพ นับถือ เลื่อมใสและศรัทธา สอดคล้องกับหลักการ Win-win Situation ที่มุ่งเน้นการสร้างสถานการณ์แบบชนะทั้งสองฝ่าย เป็นการเอาชนะกันด้วยใจ เพื่อก่อให้เกิดความรัก ความศรัทธา และความเชื่อถือต่ออุดมการณ์ร่วมกัน ซึ่งจะมีผลก่อให้เกิดวิถีร่วมกันอย่างสอดคล้องชัดเจน นำมาสู่การมีชัยชนะร่วมกันได้เป็นอย่างดี

ภาพลักษณ์ของบุคคล มีผลต่อการรับรู้และสามารถควบคุมพฤติกรรมคนรอบข้างได้

จากข้อเท็จจริงต่างๆ ทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า การรับรู้ของมนุษย์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัจจัยเริ่มต้นของการก่อให้เกิดการกระทำ และพฤติกรรมของมนุษย์ ในทางจิตวิทยาได้ศึกษาและค้นพบว่า มนุษย์เรานั้นจะปฏิบัติต่อคนอื่นตามภาพลักษณ์ของเขาที่อยู่ในใจเรา นักจิตวิทยาเรียกวิธีการนี้ว่า “การจัดการความประทับใจ” (Impression Management) นั่นก็หมายความว่า เราสามารถที่จะใช้ภาพลักษณ์ (Image) ควบคุมพฤติกรรมของคนอื่นที่มีต่อตนเองได้ ด้วยวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเรา ให้กับผู้อื่นได้รับรู้นั่นเอง

แต่สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจและตระหนักให้ดีก็คือ การเสนอภาพตนเอง (Self-Presentation) เพื่อสร้างเป็นภาพลักษณ์นั้น จะต้องเกิดจากความเป็นตัวตนของเราจริงๆ เราจะต้องสำรวจ เปิดใจ พิจารณา และปรับปรุงตนเองให้ดีก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับจิตใจ โดยพยายามฝึกรับรู้จากอารมณ์ที่บริสุทธิ์ ปราศจากการปรุงแต่ง มองคุณค่าของสรรพสิ่งทุกอย่างจากแก่นแท้ข้างในให้มากกว่ามองแค่เปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก การปฏิบัติเช่นนี้จนเป็นพฤติกรรมที่ดีงามจะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเป็นตนของเราอย่างแท้จริง และสง่างาม ผู้คนรอบข้างเราจะรับรู้ในภาพลักษณ์ของเราเช่นนี้ได้อย่างดี สิ่งที่เราจะได้รับตามมาก็คือ ความเคารพ นับถือ เลื่อมใสและศรัทธา

การเสนอภาพตนเอง จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ได้มาจากตัวตนที่แท้จริงของเรา แม้จะมีวิธีการวางแผนอย่างดี จนประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ แต้ถ้ากาลเวลาเปลี่ยนไป คนรอบข้างรู้ว่า สิ่งที่เรานำเสนอมาไม่ตรงกับภาพลักษณ์แห่งความเป็นจริงตามที่เสนอไว้ คนรอบข้างจะเกิดการสะบัดกลับของความรู้สึกผิดหวัง หมายความว่า เคยรักเท่าไรก็จะเกลียดมากเท่านั้นนั่นเอง

แนวทางการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานร่วมกันอย่างมีสุนทรียภาพ

๑. สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจตัวเองอย่างดีพอ เปิดใจพิจารณาตัวเอง ให้เข้าใจและรู้จริงอย่างถ่องแท้ ในประเด็นคำถาม ดังนี้

เราใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียภาพมากน้อยเพียงใด ?

ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลเป็นอย่างไร ?

กรอบแนวคิดของเราเป็นอย่างไร ?

เราเป็นตัวของตัวเองมากน้อยแค่ไหน จุดยืนของเราคืออะไร ?

เอกลักษณ์ของเราที่สามารถสื่อเป็นภาพลักษณ์ได้คืออะไร ?

๒. หลังจากทำความเข้าใจตนเอง และปรับปรุงได้ในระดับหนึ่งแล้ว ลองนำองค์ความรู้ที่ได้มาทำความเข้าใจผู้อื่นดูบ้าง ในเรื่องของธรรมชาติของมนุษย์ต่อการตอบสนองสัญชาติญาณดิบปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกต่างของบุคคล( กฎของปัจเจกบุคคล )

๓. เข้าใจสัจธรรม ความเป็นจริง โดยการพิสูจน์เห็น ไม่ใช่เชื่อตามคำบอกกล่าวที่บอกต่อๆกันมา ข้อมูล ข้อเท็จจริง องค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิถีตะวันออก วิถีตะวันตก หรือจากมุมหนึ่งมุมใดบนโลกนี้ ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงตามบริบทแวดล้อม และ กาลเวลา ดังนั้นหากนำมาใช้ภายใต้บริบทแวดล้อม และกาลเวลาที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นไปได้ว่าจะให้ผลที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นในการศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงนั้นจะต้องตามด้วยการเรียนรู้ แบบผสมผสานระหว่างหลักธรรมชาติ(ตามพุทธปรัชญา)ของวิถีตะวันออกและหลักปฏิบัติของวิถีตะวันตกด้วยเสมอ เพื่อสังเคราะห์ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มีความเหมาะสมกับบริบทแวดล้อม และกาลเวลา อันจะนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดและจุดยืนของตัวเราเองอย่างเหมาะสม

กล่าวโดยสรุป

หลักการทำงานร่วมกันภายใต้สถานการณ์แบบชนะ-ชนะ (Win-win Situation) เป็นวิถีภายใต้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมตะวันตก ที่สามารถนำมาผสานและเทียบเคียงกับหลักพุทธปรัชญาตามวิถีตะวันออก ตามหลัก วินัยของคฤหัสถ์ ว่าด้วยเรื่องของการปฏิบัติต่อมิตรสหาย ผู้เปรียบเสมือนทิศเบื้องซ้าย เพื่อเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการเอาชนะใจซึ่งกันและกันระหว่างมิตรสหาย ซึ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

๑. เผื่อแผ่แบ่งปัน เอื้อเฟื้อกันตามอัตภาพเท่าที่เราสามารถจะทำได้ โดยที่ตัวเราและคนรอบข้างไม่เดือดร้อน โดยเฉพาะในสิ่งที่เรามีเกินความพอดี แต่ในขณะที่ผู้อื่นมีความจำเป็นต้องใช้

๒. พูดจามีน้ำใจ คำพูดบางคำนั้นอาจทำให้คนที่ได้รับฟังชอกช้ำไปตลอดชีวิต ดังนั้นในการอยู่ร่วมกันควรระมัดระวังในการใช้คำพูดถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีก็ตาม

๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สนับสนุน ส่งเสริม สิ่งที่ดีงามให้แก่กันเท่าที่จะทำได้ในบทบาทหน้าที่อย่างมีขอบเขต และมีความเหมาะสม

๔. มีตนเสมอ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย ปฏิบัติให้เห็นถึงความผูกพันกันด้วยใจ โดยปราศจากการวางเงื่อนไขใดๆ และละไว้ซึ่งยศ บรรดาศักดิ์ต่างๆ

๕. ซื่อสัตย์จริงใจ แสดงออกซึ่งต่อหน้าและลับหลังด้วยพฤติกรรมเดียวกันรักษาความลับของผู้อื่น รักษาและให้เกียรติในผลประโยชน์ของผู้อื่น

ในส่วนของหลักการที่เป็นแนวทางเกื้อกูล (กลยุทธ์ในการประสบความสำเร็จของบุคคล) ที่สามารถส่งเสริมแนวทางหลักได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย

๑. ความรัก คือ ความประทับใจ ความรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็น บุคคล งาน ปรากฏการณ์ต่างๆที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพราะความรักทำให้เกิดความอยากที่จะทำให้บรรลุผล

๒. ความพากเพียร คือ บททดสอบที่มีผลสืบเนื่องจากความรัก ทำให้ความรักมีคุณค่าแก่ชีวิต และทรงคุณค่าอย่างยั่งยืน แม้กาลเวลาจะแปรเปลี่ยนไป เป็นสิ่งที่ชักนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ

๓. ความจับไม่ปล่อย คือ ความหมายมั่น จดจ่อในสิ่งที่ต้องการทำให้ได้ตามที่ปรารถนา ในสภาวะจิตที่เป็นสมาธิ โดยปราศจากการวางเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

๔. ความคิดสร้างสรรค์ คือ การรู้จักใช้ความคิดอย่างสุขุม โดยผ่านกระบวนการวิจัย วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดเป็นความคิดใหม่ มุมมองใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา

แนวทางทั้งสองแนวทางนี้ครอบคลุมหลักการทำงานร่วมกันภายใต้สถานการณ์แบบชนะ-ชนะ (Win-win Situation) อีกทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นหลักการต่างๆอีกมากมาย และที่สำคัญสำหรับวิถีไทยอย่างเรานั้นเรามีความคุ้นเคยกับหลักธรรมคำสอนต่างๆเหล่านี้มาตั้งแต่เกิดจนตาย และมีมานานกว่า ๒,๕๐๐ ปี เพียงแต่ว่าท่านเคย ได้ฟัง หรือเพียงแค่เคย ได้ยิน ?

ที่มา : นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร

http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2750

Popularity: 1%





การวิเคราะห์สายธารคุณค่าของ VSM

February 9th, 2010




การวิเคราะห์สายธารคุณค่าของ VSM
VSM เป็นเทคนิคหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อให้มองเห็นถึงระบบเทคนิคในการบริหารกระบวนการผลิตของกระบวนการต่างๆ และจัดหาวิธีการที่จะทำให้มองเห็นว่าจะสามารถปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ได้อย่างไร VSM ของ AMC จะอบรมให้คุณวิเคราะห์ทั้งการทำงานของวัสดุสิ่งของและข้อมูลขณะเคลื่อนย้ายผ่านการดำเนินการต่างๆ

VSM ไม่ใช่เฉพาะในเทคนิคในการบริหารกระบวนการผลิต เท่านั้น
AMC ไม่ใช่เฉพาะ VSM เครื่องมือในการบริหารกระบวนการผลิตเท่านั้น VSM ยังนำมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจที่เป็นสำนักงานพื้นฐานมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดส่งสินค้า ลูกโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) และในสภาพแวดล้อม BPR (การรื้อปรับระบบกระบวนการทางธุรกิจ)

การฝึกอบรม VSM ดำเนินงานโดย AMC
ในการฝึกอบรม VSM ครั้งแรกที่เป็นแบบเดิม AMC จะช่วยคุณรวบรวมข้อมูลขั้นต้นหลากหลายชนิด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะนำมาใช้ระหว่างการฝึกอบรม VSM จากนั้นผู้ฝึกอบรมชั้นนำระดับโลกของ AMC จะดำเนินการอบรม VSM ให้กับทีมงานของคุณโดยเริ่มจากแนวคิดไปสู่การให้คำแนะนำในการปฏิบัติการ ระหว่างการฝึกอบรม VSM ทีมงานที่ดำเนินการวิเคระห์กระบวนการจะสำรวจเทคนิคในการบริหารกระบวนการผลิตโดยการเก็บรวมรวมข้อมูลเพื่อสร้าง “การวิเคราะห์สายธารคุณค่า”

การวิเคราะห์นี้นำไปใช้ได้อย่างไร
ณ AMC เราใช้ “การวิเคราะห์” เพื่อให้มองเห็นและอธิบายการทำงานของทั้งวัสดุสิ่งของและข้อมูล (ในเอกสารที่มีขนาดใหญ่) “การวิเคราะห์” จะช่วยในการจัดการโรงงานเพื่อจำแนกอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยการเห็น จึงทำให้เกิดการทำงานที่ดี (ของทั้งวัสดุสิ่งของและข้อมูล) ซึ่งพบใน “สภาพปัจจุบัน” จากนั้นจึงพัฒนาแผนสำหรับการปรับปรุง “สภาพในอนาคต” ให้กับการทำงานทั้งสองแบบเหล่านี้

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก VSM
เป้าหมายของ VSM คือเพื่อจำแนกและลดหรือกำจัดความสูญเปล่าใน “สายธารคุณค่า” ของโรงงานของคุณ ความสูญเปล่าในความหมายของระบบการผลิตแบบลีนคือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและ VSM เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่ช่วยในด้านการจัดการ อีกทั้งเทคนิคในการบริหารกระบวนการผลิตยังคงเน้นการขับเคลื่อนความพยายามในการปรับปรุงที่ต่อเนื่องในทิศทางที่สอดคล้องกันและปรับปรุงการทำงานของผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการลดอุปสรรคต่างๆ และ WIP (งานในระหว่างผลิต) ด้วยเหตุนี้ การปรับปรุงการทำงานจะนำไปสู่การปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรจากผลกำไรขาดทุน

Popularity: 1%





การเรียนรู้การขายและการเงิน (แบบสนุกสุดขีด)

January 29th, 2010




การเรียนรู้การขายและการเงิน (แบบสนุกสุดขีด)
สัปดาห์นี้เป็นตอนที่ 3 ที่ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับโครงการ Business Factory ซึ่งเป็นการฝึกงานแบบลงมือปฏิบัติจริง 4 สัปดาห์ที่ผมจัดให้กับผู้ที่มาเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษวอลล์สตรีท ผู้เข้าร่วม 14 คน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทที่ยังไม่มีงานทำ สัปดาห์แรก เขาเรียนเกี่ยวกับคุณภาพการบริการ สัปดาห์ 2 เกี่ยวกับการรับสมัครงานและการสัมภาษณ์ และสัปดาห์ที่ 3 เกี่ยวกับการขายและการเงิน โดยการอบรมและการทำกรณีศึกษาทำเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด …
ในวันแรกของการเรียนในสัปดาห์ที่ 3 คือวันอังคาร พวกเขาเรียนรู้ทักษะการขาย โดยเริ่มตั้งแต่หลักการขายของมืออาชีพ คือ สัตย์ซื่อ (Candor) ใส่ใจ (Concern) และสามารถ (Competence) แล้วผมก็มีเกมให้เขาจับคู่คำภาษาอังกฤษจำนวน 12 ชุดว่า ชุดใดจัดอยู่ในประเภทนักขายแบบทั่วไป และชุดใดเป็นนักขายมืออาชีพ คำเหล่านี้คือ

Consultative selling, Customer focus, Customer involvement, Customer’s decision, Dishonest, Force selling, Honest, Less involvement, Product push, Sales’ decision, Self focus, Solution selling

ลำดับต่อไปผมก็สอนทักษะการขายแบบมืออาชีพให้พวกเขา พร้อมทั้งมีกรณีศึกษาและการทดลองแสดงบทบาทสมมติกันทั้งวัน

พอวันพุธ พวกเขาก็ถูกแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 7 คน โดยพยายามสลับสับเปลี่ยนให้ทุกคนมีโอกาสทำงานร่วมกับคนที่ยังไม่เคยอยู่ในทีมเดียวกันจากกิจกรรมเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

แต่ละทีมได้รับโจทย์ว่า ในวันพฤหัสฯ คือวันถัดไปนั้น พวกเขาจะต้องออกขายหนังสือ เจาะจุดแข็ง โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับหนังสือจำนวน 108 เล่ม แต่ละเล่มมีต้นทุนการขาย 180 บาท ราคาขาย 225 บาท พวกเขามีค่าใช้จ่ายในการขายทีมละ 3,000 บาท

ทั้งนี้ เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้เรื่องของ Corporate Social Responsibility (CSR) ว่า ในการทำธุรกิจ องค์กรเอกชนต้องคำนึงถึงสังคมด้วย ผมจึงกำหนดเงื่อนไขว่า กำไรที่ได้จากการขาย ได้เท่าไร ผมจะสมทบเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แล้วเราจะนำเงินไปบริจาคให้สถานีวิทยุจุฬา 101.5 FM ช่วยภัยพิบัติน้ำท่วม

แล้วแต่ละทีมก็ใช้เวลาในช่วงเช้าวางแผนการขาย

ก่อนที่จะวางแผน ผมเชิญคุณศุจิมน ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม Direct Sales Force ของวอลล์สตรีท มาเล่าประสบการณ์การขายตรง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามข้อมูลให้มากที่สุดก่อนจะไปวางแผน

โดยผมให้แนวทางการวางแผนธุรกิจด้วยคำถามดังต่อไปนี้

- เป้าหมายทางธุรกิจคืออะไร

- กลยุทธ์การขายคืออะไร

- ใครในทีมทำอะไรบ้าง จากพรสวรรค์ของแต่ละคน

- ใครคือกลุ่มเป้าหมาย

- พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างไร

- จุดขายของสินค้าเราคืออะไร

- เราแข่งกับใคร (เงิน 225 บาท ลูกค้าจะเลือกใช้อะไร ซื้อสินค้าเรา หรือทำอย่างอื่น)

- เราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างไร

- เราจะขายเขาอย่างไร

- เราจะสื่อสารกันเองระหว่างทีมงานอย่างไร

- แผนสำรองมีอะไรบ้าง

- เราจะบริหารสินค้าคงคลังอย่างไร

- เราจะกระตุ้นจูงใจทีมงานอย่างไร

ในตอนบ่าย เขานำเสนอแผนให้ผมดู พวกเขาสามารถวางแผนการขายออกมาได้ดีทีเดียว ผมและทีมงานเพียงให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเท่านั้น

จากนั้นพวกเขาก็แบ่งงานกันทำ บางคนออกไปสำรวจพื้นที่ บางคนติดต่ออาคาร และบางคนที่ทำหน้าที่หัวหอกการขาย ก็มาเรียนรู้เรื่องหนังสือเพิ่มเติมกับผม เพื่อหาทางพัฒนาจุดขายสำหรับทีมงานในวันถัดไป

พอวันพฤหัสฯ พวกเขาก็ออกไปทำการขายกัน

เช้าวันศุกร์ พวกเขาก็กลับมา ทีมแรกขายได้ 80 เล่ม อีกทีมขายได้ 60 เล่ม ทุกคนกระตือรือร้นและมีความสนุกมากกับกิจกรรมที่ทำ หลายคนไม่เคยขายของมาก่อน โดยเฉพาะการขายตรงที่ต้องออกไปเดินบนท้องถนนแบบนี้ ที่แน่ๆ คือ ทุกๆ คนมีท่าทีของความมั่นใจในตนเองขึ้นมาอย่างมาก ก็แน่ละครับ การขายเป็นงานที่ยากที่สุด เมื่อพวกเขาค้นพบว่าตนเองสามารถจะขายได้ มากน้อยตามพรสวรรค์ของแต่ละคน เขาก็จะมีความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาทันที

ในช่วงบ่าย โค้ชเจษฎา ซึ่งเคยทำงานในระดับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเงินจากบริษัทชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล วัตสัน บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จีอีเมดิคัลซิสเต็ม และคอมแพ็คคอมพิวเตอร์ มาสอนวิชา การเงินสำหรับคนที่ไม่รู้การเงิน

วิธีการสอนของโค้ชเจษฎาหน้าทึ่งมาก เขาบรรยายน้อยมาก แต่มีเกมและกิจกรรมประกอบ เช่น แทนที่จะสอนนิยามและสูตรทางการเงิน เขาก็ให้นิยามสั้นๆ แล้วให้ทีมงานเล่นเกมจิ๊กซอว์ ต่อตัวอักษรเพื่อเทียบสูตรการเงิน

เมื่อจะสอนบทบาทของแต่ละคนในองค์กร และรายงานการเงินที่แต่ละตำแหน่งต้องใช้ เขาก็มีเกมหมวก คือนำชื่อตำแหน่ง ซึ่งเขียนลงบนหมวก มาเทียบกับคำบรรยายลักษณะงาน และรูปรายงานการเงิน นักเรียนเรียนสนุกและเข้าใจง่าย แม้จะเป็นภาษาอังกฤษก็ตาม

แต่ว่าจุดของความสนุกอยู่ตอนที่เขาสอนเรื่องงบกำไรขาดทุนและงบดุล แล้วให้แต่ละทีมนำข้อมูลจากการขายหนังสือจริงๆ ในวันก่อนที่พวกเขาไปขายเองกับมือมาลงบัญชี คราวนี้บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และแอคทีฟอย่างมาก เพราะพวกเขาแต่ละคนก็ตื่นเต้น อยากจะรู้ว่าผลงานการขายของทีมตนนั้น ในทางการเงินและการบัญชีจะออกมาในรูปใด พวกเขาสอนกันเอง คิดกันเอง แล้วนำเสนอให้โค้ชเจษฎาดู โค้ชเขาก็ไม่ตอบว่าถูกหรือผิด แต่ให้แนวคิดกับทีมไป ทีมงานก็กลับไปแก้ไขใหม่ ด้วยเวลาเพียง 4 ชั่วโมง นักเรียนชุดนี้สามารถปิดงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นการเรียนรู้บัญชีและการเงินที่มีความสนุก และมีส่วนร่วมสูงมากจริงๆ

ช่วงสุดท้ายของวัน คุณดาว ซึ่งเป็นผู้จัดการด้านประชาสัมพันธ์และกิจกรรมของวอลล์สตรีท มาสอนพวกเขาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ โดยเธอยกตัวอย่างกิจกรรมที่เธอเคยจัดและประสบความสำเร็จอย่างสูงจากผลความพึงพอใจของนักเรียนที่นี่มาเล่าให้ฟัง

ที่มา : การเรียนรู้การขายและการเงิน (แบบสนุกสุดขีด)

Popularity: 1%