Posts Tagged ‘การบริหารจัดการ’

10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ ‘ฉลาดๆ’

February 8th, 2010




10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ “ฉลาดๆ”
ช่วงเวลาเริ่มต้นทำธุรกิจคือช่วงที่ดีที่สุดในการสร้างความเคยชินดีๆ ที่สามารถทำให้การดำเนินงานของคุณง่ายขึ้นในขณะที่ธุรกิจกำลังเติบโตไปเรื่อยๆ และข้างล่างนี้คือเคล็ดลับ 10 วิธีในการทำให้ธุรกิจของคุณง่ายขึ้น และที่สำคัญ…คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้!

แต่ละปีที่ผ่านไปได้มีแนวโน้มใหม่ๆ เกิดขึ้นในการเริ่มธุรกิจและได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา แต่ความคิดหนึ่งที่ใครๆ ก็มักเข้าใจผิดกันว่าการเริ่มทำธุรกิจนั้น “รวยเร็ว” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลยหากคุณคิดว่าแค่ทำธุรกิจปุ๊บ เงินล้านก็จะลอยมาหาคุณปั๊บ ประหนึ่งว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง

แต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็น “ความรวย” นั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัด, ความทะเยอทะยานและทุ่มเท ตลอดจนการทำงานอย่างหนัก

หรือในอีกแง่หนึ่ง มันเป็นการดีกว่าหากคุณรู้วิธีในการเริ่มทำธุรกิจอย่างง่ายๆ หลายคนอาจมีไอเดียก็จริง แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ต้องถอดใจไปเสียก่อนจะเริ่มต้น มันจะดีกว่าไหมหากคุณรู้เคล็ดลับในเริ่มทำธุรกิจให้ “ง่ายที่สุด” เท่าที่จะทำได้ และทำให้ธุรกิจของคุณไปได้ “เร็วที่สุด” เท่าที่จะเป็นไปได้?

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการมักพบเจอเสมอๆ ในการเริ่มต้นทำธุรกิจก็คือภารกิจที่ “ยุ่งเหยิง” เกินไป ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาด การทำบัญชี (รวมทั้งยังต้องควบตำแหน่ง “ท่านประธาน” อีกด้วย) แต่เมื่อไรที่ถึงเวลาที่ธุรกิจเริ่มอยู่ตัว คุณก็เริ่มถอยออกมาได้เมื่อนั้น

และเมื่อคุณกำลังอยู่ในช่วงระหว่างทางนั้นล่ะก็ นี่คือคำแนะนำในการทำธุรกิจในช่วงเริ่มต้นอย่างฉลาดๆ ที่คุณควรจำไว้เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณง่ายขึ้นทั้งในวันนี้และในอนาคต…

1. วางแผนทางด้าน “เทคโนโลยี” เอาไว้บ้าง! การลงทุนด้วยการจัดหาเซิร์ฟเวอร์ และเครือข่ายปรินเตอร์ที่มีความสามารถสูงนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ถึงแม้ว่าตอนนี้ธุรกิจของคุณยังไม่จำเป็นต้องใช้มันมากนักก็ตาม คุณอาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหน่อยนึงในการจัดหาอุปกรณ์ดีๆ แต่ว่ามันก็จะใช้ได้นาน และคุณก็ไม่ต้องมาคอยอัพเกรดบ่อยๆ ให้เสียเวลา

2. ใช้ซอฟต์แวร์ด้านการบัญชี ลองมองหาโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดทำใบแจ้งราคาสินค้าได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงการแจ้งเตือนทางอีเมลแก่ลูกค้าเพื่อแจ้งการชำระเงินล่าช้า และในทำนองเดียวกัน โปรแกรมซอฟต์แวร์ดังกล่าวยังสามารถสร้างรายการฝากถอนได้อย่างอัตโนมัติ และยังสามารถคัดแยกค่าธรรมเนียมต่างๆ ออกเป็นรายการแต่ละรายการ เพื่อให้คุณมุ่งดูได้เฉพาะรายการสำคัญๆ อย่าง ยอดขาย และการตลาด เป็นต้น

3. ตัดสินใจว่าจะ “เอาท์ซอร์ส” อะไรดี? ผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องว่าจ้างผู้ชำนาญจากภายนอก ให้จัดทำระบบบัญชีของฝ่ายต่างๆ การตลาด งานธุรการ งานต้อนรับ และตัดสินใจเลือกว่าคุณอยากทำงานด้านไหนน้อยที่สุด ลองใช้โปรแกรมวิเคราะห์ต้นทุนด้วยการคำนวณเวลาและเงินเดือนที่จ่ายไปในแต่ละงาน และจากนั้นก็ลองจัดงบประมาณการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ดู ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจว่าจะทำงานใดต่อไป หรือจะเอาท์ซอร์สงานใดออกไปให้บริษัทภายนอก

4. จัดตั้งระบบ “ออนไลน์เพย์เมนต์” ลูกค้าไฮเทคหลายๆ คนมักคาดหวังที่จะทำธุรกรรมออนไลน์ได้ ลองดูตัวอย่างของ “PayPal” ซึ่งเป็นระบบการให้บริการการชำระเงินออนไลน์ของอีเบย์ ที่ให้บริการอย่างรวดเร็ว จ่ายเงินได้ทันที และเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต และการหักบัญชีจากธนาคารต่างๆ โดยค่าธรรมเนียมจาก PayPal จะถูกเรียกเก็บจากการทำธุรกรรมแต่ละครั้ง แต่จะไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือน ค่าเกตเวย์ หรือค่าติดตั้งระบบต่างๆ และคุณยังจะได้รับบริการเกี่ยวกับเครื่องมือทางการค้าจากอีเบย์ได้ฟรี รวมถึงวิธีป้องกันเมลลวงหรือการฉ้อฉลออนไลน์ต่างๆ

5. พยายามรักษาเงินสดเอาไว้ คุณต้องจ่ายให้บริการทางธนาคารทุกๆ เดือนหรือไม่ และจ่ายเดือนละเท่าไร? ธนาคารของคุณสามารถให้บริการวิเคราะห์รายการเดินบัญชี ที่สามารถอธิบายค่าธรรมเนียมการให้บริการในรายการได้ทั้งหมด คุณอาจสามารถลดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้หากหมั่นดูรายการบัญชีอย่างต่อเนื่อง

6. ทำประกันภัยกับตัวแทนเพียงรายเดียว ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยของคุณทั้งหมดในครั้งเดียว ผ่านทางตัวแทนเพียงรายเดียว ในขณะที่คุณอาจจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นอีกนิด แต่คุณก็จะเสียเวลาเพียงครั้งเดียวในรอบปี เพื่อจัดหากรมธรรม์ประกันภัยสำหรับธุรกิจของคุณทั้งหมด ดีกว่าจะต้องมาคอยต่ออายุกรมธรรม์หลายกรมธรรม์ให้วุ่นวาย คุณจะประหยัดเวลา และตัวแทนของคุณจะดูแลลูกค้ารายเดียวที่มีหลากหลายกรมธรรม์ได้ดีกว่าลูกค้าที่มีเพียงกรมธรรม์เดียว

7. เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับ “พนักงานขาย” เมื่อคุณเริ่มทำธุรกิจ และมีพนักงานขายหรือ “เซลส์แมน” แวะมาเยี่ยมเยียนเสมอๆ แต่พวกเขามักมาในจังหวะที่ไม่ค่อยดีเสมอใช่หรือไม่? ลองจัดช่วงเช้าหรือบ่ายของสักวันหนึ่งในสัปดาห์เท่านั้น ที่พนักงานขายจากที่ต่างๆ สามารถเข้าถึงคุณได้ ด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถรับมือกับพนักงานขายเหล่านี้ให้เป็นไปตามตารางกิจวัตรประจำวันของคุณได้

8. จ้างคนให้ถูกกับงาน ผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจใหม่มักจะสัมภาษณ์ทุกคนที่สมัครงานเข้ามาเสมอ แต่วิธีนี้ไม่ถูกต้อง ขอแนะนำให้คุณควรลองยอมเสียเวลาดูสักหน่อย ในการสร้างใบสมัครออนไลน์ที่จะจำกัดผู้สมัคร และกลั่นกรองจากระดับคุณสมบัติ การศึกษา และเงินเดือนที่เรียก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการได้ดีขึ้น และคุณจะได้ผู้สมัครที่ดีที่สุด 5 คนแรกเท่านั้น เพื่อทำการสัมภาษณ์ มันก็เหมือนกับการ “คัดออก” ที่มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเทียบกับการ “คัดเข้า” นั่นเอง

9. จัดตารางให้ดีขึ้น ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการกำหนดตารางการทำงานอย่างเช่น Asgard System’s Time Tracker, TimeClock Scheduler และ TimeCurve Scheduler ที่ทำให้คุณสามารถสร้างตารางงานขึ้นมาได้เอง หาปัญหาในการจัดตารางก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น และติดตามเวลาการทำงาน และรายได้ของพนักงานในแบบเรียลไทม์

10. หาวิธี “จ่ายภาษี” ให้ง่ายขึ้น (และน้อยลง) ในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทที่มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 10 ล้านเหรียญจำเป็นต้องยื่นเสียภาษีออนไลน์ เพราะเอสเอ็มอีในสหรัฐอเมริกากำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางการจึงต้องจัดการระบบภาษีของเอสเอ็มอีเหล่านี้ให้รวดเร็วและง่ายที่สุด

ดังนั้น สำหรับเอสเอ็มอีไทยที่ยังไม่คุ้นเคยกับการมีรายได้สูงๆ หรือการจ่ายภาษีแบบออนไลน์ดูแล้วล่ะก็ ลองฝึกให้คุ้นเคยเสีย

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และได้รับผลตอบแทนกลับมาเป็น “ความรวย” นั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัด, ความทะเยอทะยานและทุ่มเท ตลอดจนการทำงานอย่างหนัก

จาก Entrepreneur’s StartUps (www.entrepreneur.com) June 2006

เรียบเรียงโดย กมลวรรณ มักการุณ

ที่มา : 10 วิธีเริ่มธุรกิจแบบ ‘ฉลาดๆ’

Popularity: 1%





‘ธุรกิจใหม่ไอเดียดี’ จะไปรอดหรือไม่

February 6th, 2010




“ธุรกิจใหม่ไอเดียดี” จะไปรอดหรือไม่
ไอเดียธุรกิจแจ๋วๆ อาจเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันที หรือไม่ก็อาจเป็นผลมาจากการครุ่นคิด ติดตาม ค้นคว้า มาช่วงระยะเวลาหนึ่งก็เป็นได้

สำหรับเถ้าแก่มือเก่าที่มีความฉมังในสมรภูมิธุรกิจ การสเกตช์ภาพคร่าวๆ ของไอเดียที่แวบขึ้นมาลงบนกระดาษเช็ดปากในร้านอาหาร ก็อาจกลับกลายมาเป็นธุรกิจเงินล้านได้โดยไม่ยากนัก

แต่สำหรับเถ้าแก่ใหม่แล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าไอเดียที่เกิดขึ้น เมื่อนำมาทำเป็นธุรกิจจริงๆ แล้ว จะไปรอดหรือไม่?

วิธีการที่จะตรวจสอบไอเดียธุรกิจว่าจะไปรอดหรือไม่ สามารถทำได้โดยเทคนิคที่เรียกว่า “การวิเคราะห์ตลาด”

การเริ่มต้นธุรกิจจากไอเดียหรือความคิดทันที โดยไม่ผ่านขั้นตอน “การวิเคราะห์ตลาด” กลายเป็นกับดักหรือหลุมพรางทำให้เถ้าแก่ใหม่หลายต่อหลายรายไปได้ถึงดวงดาว หรือต้องใช้เงินทุนจำนวนไม่น้อย ทุ่มไปไม่ถูกจุด

และมารู้ภายหลังว่า เป็นการทำให้ต้นทุนการสร้างธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

การ “วิเคราะห์ตลาด” จะทำให้เถ้าแก่ใหม่ ทราบได้เบื้องต้นว่า ไอเดียธุรกิจของตน มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในตลาดได้มากน้อยแค่ไหนโดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงทุ่มทุนลงไปเป็นจำนวนมากในทันที

ถ้าไปไม่รอด ก็จะได้ถอยมาตั้งหลักใหม่ได้ทัน

ถ้าศักยภาพดี ก็จะได้เริ่มลงมือลุยได้ด้วยความมั่นใจ

บางครั้งก็ต้องนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ มาปรับปรุง ตกแต่ง หรือ ต่อยอดไอเดียออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับตลาดได้ดียิ่งขึ้นหลายๆ รอบ

พูดง่ายๆ แล้ว “การวิเคราะห์ตลาด” ก็คือ การนำไอเดียธุรกิจของเรา กลับมามองดูในรายละเอียดต่างๆ รวม 4 แง่มุม คือ

1. สินค้าหรือบริการ

2. ลูกค้า

3. คู่แข่ง

4. คู่ค้า พันธมิตร การสนับสนุนและความช่วยเหลือ

สำหรับเถ้าแก่เอสเอ็มอีที่ต้องการทำการ “วิเคราะห์ตลาด” ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ลองใช้วิธีตอบคำถามต่างๆ ด้วยตัวเองตามหัวข้อต่างๆ ต่อไปนี้ดู

สินค้าหรือบริการ

คำถาม คำตอบ

จุดเด่นหรือลักษณะใดของสินค้า (หรือบริการ) ที่จะชูให้เป็นจุดขาย

ลูกค้าจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้างเมื่อใช้สินค้า (หรือบริการ) ของเรา

เรากล้ารับประกันสินค้าของเราระดับไหน (เช่น ใช้ไม่ดียอมให้คืนเงิน, ฯลฯ)

หีบห่อ กล่อง ภาชนะบรรจุ จะมีลักษณะเช่นไร

จะตั้งราคาขายเท่าไร

จะขายอย่างไร (ขายสด, ขายเชื่อ, ขายตรงตามบ้าน, สั่งซื้อทางไปรษณีย์, ขายส่ง, ขายปลีก, ฯลฯ) พยายามอธิบายรายละเอียดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะคิดได้

ภาพลักษณ์ของสินค้า (หรือบริการ) หรือ ตัวบริษัท ที่เราต้องการสื่อความหมายไปยังตลาดเป็นอย่างไร (เช่น ราคาถูก, ของหรู, คุณภาพเยี่ยมราคาแพง, ของดีราคาถูก, ฯลฯ)

อื่นๆ

ลูกค้า

คำถาม คำตอบ

มุ่งไปที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใดเป็นพิเศษ (เช่น กลุ่มวัยรุ่น, กลุ่มวัยทำงาน, กลุ่มแม่บ้าน, กลุ่มนักท่องเที่ยว หรือ กลุ่มหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง, กลุ่มต่างจังหวัด, เฉพาะในจังหวัด, ส่งออกอย่างเดียว หรือ กลุ่มเกษตรกร, กลุ่มสาวออฟฟิศ, กลุ่มนักกอล์ฟ ฯลฯ) ระบุให้ชัดเจนให้มากที่สุด

ใครเป็นผู้ตัดสินใจ “เลือก” สินค้าที่จะซื้อ ใครเป็นผู้ที่ “ไปซื้อ” ใครเป็นผู้ “ใช้” (เช่น ผ้าอ้อมเด็ก ผู้ตัดสินใจคือแม่ ผู้ไปซื้อคือพี่เลี้ยง ผู้ใช้คือเด็ก)

จะส่งสัญญาณหรือข่าวสารให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทราบได้อย่างไรว่ามีสินค้าของเราให้บริการแล้ว

ลูกค้าจะหาซื้อสินค้าหรือบริการของเราได้ที่ไหน

คาดว่าจะมีผู้ซื้อสินค้าของเรากี่ชิ้น ต่อเดือน/ต่อปี

อื่นๆ

คู่แข่ง

คำถาม คำตอบ

คู่แข่งมีกี่ราย เป็นใครบ้าง

คู่แข่งแต่ละรายมียอดขายประมาณเท่าใดบ้าง

ผู้บริหารของคู่แข่งแต่ละรายมีใครบ้าง เป็นมืออาชีพ หรือ เจ้าของทำเอง

จุดแข็งจุดอ่อนของคู่แข่งแต่ละรายเป็นอย่างไร

เปรียบเทียบสินค้าของเรากับคู่แข่งแต่ละรายมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันอย่างไรบ้าง

คู่แข่งแต่ละรายใช้กลยุทธ์การตลาดเช่นใดบ้าง เอกสารประกอบการขาย เช่น แผ่นพับ แค็ตตาล็อก โปสเตอร์ ชิ้นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

คู่แข่งรับสินค้ามาจากไหน หรือ ใช้วัตถุดิบจากแหล่งใด

คู่แข่งแต่ละรายใครมีแนวโน้มที่จะขยายตัว หรือ กำลังมีปัญหา

ใครเป็นผู้นำตลาดในด้านต่างๆ เช่น ยอดขาย, คุณภาพ, ภาพลักษณ์, การใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์, ฯลฯ

อื่นๆ

คู่ค้า พันธมิตร การสนับสนุนและความช่วยเหลือ

คำถาม คำตอบ

มีธุรกิจใดหรือไม่ที่จะเสริมกับธุรกิจของเรา หรือ ธุรกิจของเราอาจเข้าไปอิงได้

มีหน่วยงานราชการใดพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเราได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ธุรกิจเราอาจมีปัญหา

มีกลุ่มธุรกิจ ชมรม หรือสมาคมใดบ้างที่จะมีประโยชน์ต่อธุรกิจของเรา

สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราได้หรือไม่

อื่นๆ

ตารางเหล่านี้ เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่จะทำให้เถ้าแก่ใหม่สามารถใช้ “วิเคราะห์ตลาด” เพื่อหาดูศักยภาพของไอเดียธุรกิจของเราว่า พอที่จะเกิดในตลาดได้หรือไม่

ในแต่ละหัวข้อ สามารถเพิ่มเติมข้อมูลที่เป็นข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ท่านสนใจเพิ่มเข้าไปได้ไม่จำกัด เพราะหากมีการวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ผลการวิเคราะห์ของท่านก็จะแม่นยำมากขึ้น

และจะตอบคำถามให้ท่านได้ทราบว่า ไอเดียธุรกิจของท่านจะไปรอดได้หรือไม่

โดยทั่วไปแล้ว หากมีใครมาวิจารณ์หรือชี้ให้เห็นว่าไอเดียของเรามีจุดโหว่อย่างไร เรามักจะเกิดอาการเถียงกลับและไม่ยอมรับ ทำให้เกิดความละเลยที่จะแก้ไขปรับปรุง

สู้มองหาจุดโหว่ด้วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งจะทำให้มองเห็นปัญหาต่างๆ ได้เด่นชัดล่วงหน้า

ไม่ตกหลุมพรางไปด้วยความไม่รอบคอบ

สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากจะได้ตัวอย่างตารางการวิเคราะห์และไม่อยากจะแอบตัดคอลัมน์นี้เก็บไว้สำหรับฝึกแววเถ้าแก่ของตัวเอง ก็ขอมาได้ที่ทีมงานที่ bizweek@nationgroup.com ได้เลยครับ

บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Popularity: 2%





Forced Distribution การเรียงลำดับไหล่ในองค์กร

February 5th, 2010




Forced Distribution การเรียงลำดับไหล่ในองค์กร
ท่านผู้อ่านหลายท่านที่อยู่ในองค์กรที่มีระบบบริหารผลงาน หรือ Performance Management คงอยู่ระหว่างการเตรียมตัวเตรียมใจรับขวัญการประเมินผลงานกลางปีซึ่งจะเกิดในอีกไม่นานเกินรอ

โดยปกติแล้วดิฉันเห็นน้อยคนนักที่จะนึกรักขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพราะล้วนเบื่อหน่ายกับกระบวนการที่ดูเหมือนใช้เวลามากมาย มีแบบฟอร์มและเอกสารหลากหลายให้ไล่กรอก

นอกจากจะไม่สบายใจที่ถูกวัดผลงาน และหลายครั้งถูกไล่บี้จากผู้บังคับบัญชาแล้ว ใครเลยจะชื่นชมกับการนั่งคุยเรื่องจุดอ่อนจุดแข็งของคนอื่น (โดยเฉพาะต่อหน้าเขาจะจะ)

อย่างไรก็ดีกระบวนการ Performance Management ก็ยังคงเป็นแชมป์ของระบบที่นำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กร โดยมิต้องเสียการลงทุนลงแรงหลักแต่อย่างใด มีแต่ตัวกับใจ…และสมอง ก็สามารถมีกระบวนการที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์กรใหญ่ๆ ในโลกได้

กระบวนการ Performance Management ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักคือ

1.กระบวนการตั้งวัตถุประสงค์ขององค์กร หน่วยงานและบุคคล อันเปรียบเสมือนการกำหนดเส้นชัยให้ทีมงานตระหนักว่าองค์กรต้องการให้เราทำอะไร วิ่งถึงที่ใด ภายในเวลาเท่าไร

2. กระบวนการติดตามงาน สอนงาน แก้งาน กระตุ้นให้ขวัญกำลังใจ ไล่ไปถึงการใช้ไม้นวมและไม้แข็งบ้างยามจำเป็น เพื่อช่วยให้ลูกทีมวิ่งไปถึงเส้นชัย

3.กระบวนการประเมินผลงานหัวหน้างานและลูกทีมหารือกันอย่างเป็นทางการปีละอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อวัดผลงาน

4.กระบวนการโยงผลงานไปสู่ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ตามผลการทำงานของแต่ละคน

กระบวนการ Performance Management นี้ หากใช้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการกระตุ้นให้พนักงานตระหนักว่าที่ทำงานนี้ “ทำดีได้ดี” จริงๆ

นอกจากนั้น ท่านที่ใช้ระบบ การบริหารผลงานดังกล่าว คงคุ้นเคยกับระบบ Forced Distribution มาตรการบังคับให้จัดลำดับพนักงานตามผลงาน ซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินผลงานที่ใช้เสริมและสนับสนุนให้เกิดผลงานที่องค์กรต้องการ การใช้มาตรการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความแสลงใจของคนทำงานจำนวนไม่น้อย ทำไมต้องบีบบังคับให้มีการจัดลำดับ แค่ถูกวัดก็เครียดจัดแล้ว แถมยังต้องถูกวัดเรียงลำดับไหล่ ไล่จากผู้มีผลงานเข้าเป้าหรือเกินเป้า ไปถึงผู้ที่มีผลงานรั้งท้าย ในหลายองค์กรมักใช้อัตราส่วนหรือร้อยละเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับ อาทิบริษัท GE เจ้าพ่อของการจัดลำดับพนักงานตามผลงาน มีสูตรว่าเมื่อจัดลำดับแล้วพนักงานชั้นแนวหน้าจะมีประมาณ 20% พนักงานที่มีผลงานระดับกลางประมาน 70% และพนักงานที่มีผลงานน้อยสุดเมื่อเทียบกับพรรคพวกคือ 10% สุดท้าย

ระบบ Forced Distribution แม้จะมีข้อจำกัดที่ดูโหดร้าย เช่นการคัดคนเก่งเพื่อประคบประหงม ขณะที่ทีมงาน “หางแถว”ถูกเชิญให้ไปอยู่กับคู่แข่ง แต่หากใช้ระบบนี้อย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการผลงานและบุคลากรอย่างยิ่ง

ปัจจัยที่องค์กรต้องระมัดระวังและใช้ระบบ Forced Distribution อย่างชาญฉลาดได้แก่

ต้องมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน หากขาดเป้าที่กระจ่าง ขาดมาตรวัดความสำเร็จที่คมชัด การวัดว่าใครควรเป็น 10% รั้งท้ายหรือ 10% สูงสุด ย่อมยากนักที่จะโปร่งใสเป็นธรรม

ต้องมีการสื่อสารชัดเจนถึงกระบวนการและแนวทางการประเมินผลงาน ในรูปแบบ Forced Distribution เพื่อเป็นปัจจัยกระตุ้นให้พนักงานทุ่มเททำงาน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานที่มีผลงานดีเด่น กลุ่ม “ครีม” หรือ Top Talent ที่พร้อมจะดันตัวให้เป็นที่หนึ่งขององค์กร

ต้องมีความโปร่งใสของการประเมินผลงานและให้ผลตอบแทนตามผลงาน ด้วยทั้งระบบ ตลอดจนทักษะและความเป็นธรรมของหัวหน้า ถือเป็นหัวใจของกระบวนการ หากขาดเป้าที่กระจ่าง ทั้งยังไร้แนวทางการวัดที่เป็นธรรมโปร่งใส กระบวนการที่ดีอย่างไรก็ไม่สามารถผลักดันให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้ มีระบบไป ก็ไม่ได้ช่วยอะไร รังแต่จะเป็นภาระ เกะๆ กะๆ ทั้งยังสร้างความแตกแยกในองค์กรก็มีให้เห็น

ต้องดูแลพนักงาน “หางแถว” การที่พนักงานบางกลุ่มถูกจัดลำดับไว้ปลายสุดเพราะผลงานไม่เข้าตากรรมการ มิได้หมายถึงว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ไม่เก่งไม่ดี หรือไม่มีผลงานเสมอไป ในหลายกรณี เมื่อจำเป็นต้องบังคับจำลำดับพนักงาน คนกลุ่มหนึ่งจะต้องถูกจัดให้อยู่ปลายแถวเพราะเมื่อเทียบกับผู้อื่นในทีมแล้วเขาอาจจะด้อยกว่าเท่านั้น

บางองค์กรจึงมีระบบเสริมและช่วยให้คนกลุ่มนี้เร่งปรับทักษะเพื่อปรับผลงาน หรือหาบทบาทใหม่ในองค์กรที่เหมาะสมกว่าให้ ในที่สุดหากองค์กรมีนโยบายที่จะเชิญกลุ่มคนเหล่านี้ออก มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรต้องดูแลพนักงานอย่างเมตตาและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยด้านผลตอบแทน หรือการให้จากไปจากองค์กรอย่างสง่างามเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น

ระบบการจัดลำดับพนักงานตามผลงาน หากใช้อย่างดี ถือเป็นวิธีการที่ทำให้องค์กรสามารถเฟ้นหาคนเก่งได้อย่างชัดเจน ทั้งยังสามารถเลือกตอบแทนผู้ที่มีผลงานมากและน้อยได้อย่างมีระบบและโปร่งใส เพราะให้ตามผลงานจริงๆ

อย่างไรก็ดีหากใช้แบบไร้แนวทาง ผลที่เกิดคือความคับแค้นใจของพนักงาน ความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรมในองค์กร

ระบบ Forced Distribution นี้จึงเป็นเหมือนอีกหลากหลายเครื่องมือของการบริหารจัดการองค์กรที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์

กรุณาเลือกใช้อย่างระมัดระวังค่ะ

เรื่อง : พอใจ พุกกะคุปต์

ที่มา : Forced Distribution การเรียงลำดับไหล่ในองค์กร

Popularity: 1%