ฉลาดใช้เวลาด้วยการ “จัดลำดับความสำคัญ”

September 3rd, 2010 by Seahorse No comments »


ฉลาดใช้เวลาด้วยการ “จัดลำดับความสำคัญ”

วันที่ : 18 สิงหาคม 2552 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : งานอัพเกรด

ศ.ดร เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com การวางแผนการทำงานโดยนำงานหลากชิ้นที่ตนได้รับมอบหมายมา “จัดลำดับความสำคัญ” (prioritization) ก่อนลงมือ…ลุยทำจนบรรลุผล เป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนความฉลาดในการใช้เวลา เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ทุกคนต่างมีไม่มากน้อยกว่ากัน คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ… การนำงานมาจัดลำดับความสำคัญก่อนทำ จะส่งผลให้การทำงานทุกชิ้นในช่วงเวลานั้นมีโอกาส “สร้างความพึงพอใจ” แก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น มีโอกาส… “เสร็จครบ” ตามที่ได้รับมอบหมาย มีโอกาส… “เสร็จได้มาตรฐาน” สร้างชื่อเสียงให้องค์กร มีโอกาส… “เสร็จได้คุณภาพ” ตรงความต้องการของลูกค้า ฯลฯ อันมีส่วนต่อการสร้างผลการทำงานที่แตกต่าง หรือสะท้อน “สมรรถนะ” (competency) ในการทำงานที่สูงต่ำไม่เท่าเทียมกันระหว่างพนักงาน และมีส่วนส่งผลต่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือนหรือค่าตอบแทน โบนัส สวัสดิการ ฯลฯ ที่ไม่เท่ากันในแต่ละคนในแต่ละช่วงปี แต่ถึงกระนั้น…กลับไม่ใช่ทุกคนที่เลือกทำงาน โดยตระหนักว่าต้องมีการจัดเรียงลำดับความสำคัญ…มาก-กลาง-น้อย หรือการให้น้ำหนักงานแต่ละชิ้นว่าชิ้นใดควรทำก่อนทำหลัง คนจำนวนไม่น้อยกลับมีพฤติกรรมการทำงาน ด้วยเหตุผลดังนี้แทน… เลือกทำงาน… ชิ้นที่ “ตนรู้สึกว่าง่าย” ก่อน เลือกทำงาน… ชิ้นที่ “ตนพึงพอใจ” ก่อน เลือกทำงาน… ชิ้นที่ “ตนถนัด” ก่อน เลือกทำงาน… ชิ้นที่ “ตนคุ้นเคย” ก่อน ฯลฯ ปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นได้ซ้ำ ๆ จากการทำงานในลักษณะดังกล่าว จึงมักให้ผลในทิศตรงข้ามกับการทำงานที่ ผ่านการยอมจัดสรรเวลาส่วนหนึ่ง เพื่อใช้วางแผนการทำงานในเวลาที่มีอยู่อย่างรอบคอบรัดกุม คือ ทำงานเสร็จเพียงบางชิ้น แต่หลายชิ้น “ไม่ได้ทำ หรือ ทำไม่เสร็จ” ทำงานได้มาตรฐานเพียงบางชิ้น แต่หลายชิ้น “ตกจากมาตรฐาน” สร้างชื่อเสียให้องค์กร ทำงานได้คุณภาพเพียงบางชิ้น แต่หลายชิ้น “มีข้อผิดพลาด ช่องโหว่ ตกหล่น” ลูกค้าไม่ประทับใจ อาจบอกเลิกสัญญา หรือออเดอร์สั่งซื้อสินค้า ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าหลายครั้งคนทำงานอาจไม่เคยวิเคราะห์ประเมิน หรือล่วงรู้มาก่อนว่า “การไม่จัดลำดับความสำคัญ” ก่อนลงมือทำงาน เป็นสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในผลงานหลายชิ้นที่ตนรับผิดชอบ หรือทราบถึงผลดีของการวางแผนทำงานโดยจัดเรียงความสำคัญก่อนหลัง ให้น้ำหนักงานแต่ละชิ้นก่อนทำ แต่ไม่ทราบว่าตนควรจัดลำดับงานดังกล่าวอย่างไร ในที่นี้ ผมจึงใคร่ขอเสนอหลักคิดง่าย ๆ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการวางแผน “จัดลำดับความสำคัญ” งาน เพื่อช่วยให้รับมือกับงานที่อยู่ในความรับผิดชอบและงานใหม่ที่มีโอกาสเข้ามาได้ตลอดเวลา ดังนี้ ใช้หลัก “สำคัญ” & “เร่งด่วน” การจัดเรียงลำดับงานโดยยึดหลัก ความสำคัญและความเร่งด่วน จะทำให้เราสามารถแบ่งงานออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) งานสำคัญและเร่งด่วน 2) งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน 3) งานเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ และ 4) งานไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ เมื่อจำแนกงานออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน เราพึงเปรียบเทียบคุณค่าของงานและคุณภาพของเวลาที่ต้องการใช้ในการปฏิบัติงานแต่ละชิ้นอย่างเหมาะสม วิธีเช่นนี้เมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤตหรือคับขัน เราจะสามารถเลือกที่จะทำงานบางชิ้น ตัดบางชิ้นออก หรือตัดทอนเวลาให้ลดลงได้ จะทำให้เราลดความสับสน สามารถแก้ปัญหาการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้หลัก “บันทึกตารางเวลา” การบันทึกตารางเวลาทำงาน จะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบเป้าหมายในการทำงานกับเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราสามารถตรวจสอบที่มาของกิจกรรมที่ทำให้เราเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ เช่น รับโทรศัพท์ เดินติดต่อในสำนักงาน เป็นต้น ทำให้เราปรับปรุงวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ใช้หลัก “กำหนดเวลาทำงานให้น้อยลง” ศาสตราจารย์พาร์คินสันได้เคยกล่าวไว้ว่า “งานย่อมยืดยาวออกไปจนครบเวลาที่ให้ไว้เพื่อให้งานเสร็จ” ดังนั้นเราพึงกำหนดเวลาส่งงานของเราแต่ละชิ้นให้เร็วขึ้น เพื่อกระตุ้นตัวเองให้มีประสิทธิเสมอ งานบางประเภทที่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง ไม่ควรยืดเวลาออกไปจนถึง 1 วัน หลักการทำงานส่วนตัวของผม ผมพยายามเคลียร์งานให้หมดโต๊ะทุกวัน เพราะการที่เราใช้เวลากับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเกินกว่าความจำเป็นเป็นการสูญเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ หากเราทำงานเสร็จเร็ว เราจะมีเวลาไปทำงานอื่น ๆ ได้มากขึ้น จะทำให้เราขยายศักยภาพในการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ใช้หลัก “ส่วนน้อยสำคัญ ส่วนใหญ่ไม่สำคัญ” ปาเรโต นักเศรษฐศาสตร์ชาวตาเลียน ได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญในกลุ่มที่กำหนดไว้กลุ่มหนึ่ง ปกติแล้วจะเป็นเพียงส่วนน้อยของทั้งหมดในกลุ่ม” เมื่อเรามีปริมาณงานที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมากให้เราจัดทำรายการของงานแต่ละชิ้น พิจารณาดูว่าในแต่ละรายการนั้น มีรายการใดที่มีความสำคัญ และเมื่อเราลงมือทำจะเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมเพียงใด เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือก ให้เราเลือกทำรายการสำคัญประมาณ 20 % ของรายการทั้งหมดในช่วงเวลานั้น แม้รายการที่เหลือเรายังไม่ได้ทำ หรือทำไม่เสร็จตามกำหนด จะไม่เป็นเหตุส่งผลกระทบต่อองค์กรมาก ใช้หลัก “แบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ” งานบางประเภทเป็นงานที่มีความยากและต้องการเวลาที่มีคุณภาพในการปฏิบัติงาน วิธีที่จะช่วยให้เราสามารถทำงานประเภทนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกรบกวนแม้มีงานใหม่แทรกเข้ามา ให้เราแบ่งงานออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และกำหนดเส้นตายของงานในแต่ละชิ้น ไล่ตามลำดับความต่อเนื่องของงาน การปฏิบัติงานเสร็จตามกำหนดในแต่ละช่วง จะช่วยให้เราเกิดกำลังใจในการทำงานชิ้นถัดไป วิธีนี้จะช่วยให้งานของเรามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยแก้ปัญหางานค้างได้เป็นอย่างดี การวางแผนจัดลำดับงานก่อนลงมือทำเสมอ จะส่งผลให้เกิดทักษะเพิ่มพูนความแม่นยำในการเรียงงานได้อย่างถูกลำดับ ลงน้ำหนักงานได้ถูกจุดมากขึ้นเรื่อย ๆ อันนำมาซึ่งโอกาสการทำงานเสร็จครบทุกชิ้นอย่างมีคุณภาพเข้าขั้น “มืออาชีพ” ได้มากกว่าการลุยทำโดยไม่มีการวางแผน ดุจ “มวยวัด” อันยากจะทำงานได้สำเร็จครบตามเป้า…อย่างราบรื่นเทียบเท่า

Popularity: 1%





Bill Gate ตอน 1

September 2nd, 2010 by russel No comments »


Bill Gate ตอน 1 : วัยเด็ก

วัยเด็ก

วิลเลี่ยม  เฮนรี่  เกตส์

เกิดวันที่ 28 ตุลาคม 1955  ที่เมืองซีแอตเติล  มลรัฐวอชิงตัน  สหรัฐอเมริกา

 

เขาเกิดในครอบครัวของนักกฎหมาย ชื่อจริง ๆ ของเขาคือ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่ 3 (William Henry Gates III) เกตส์มีพี่น้อง 3 คน  เขาเป็นคนกลาง และเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัวที่อบอุ่นและมีอันจะกิน

เมื่อเกตส์อายุประมาณ 12 ปี เขาเรียนอยู่ในระดับ 6 (เทียบเท่าชั้นประถมปีที่ 6) เป็นช่วงเวลาที่เขากับแม่มีความขัดแย้งกันอย่างไม่น่าเชื่อ พ่อกับแม่ของเกตส์จึงตัดสินใจว่าควรจะพาเกตส์ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา หลังจากผ่านการพบกับผู้เชี่ยวชาญไปได้หนึ่งปี ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้พ่อและแม่ของเกตส์ควรหาทางปรับตัวให้เข้ากับเกตส์จะเป็นการดีกว่า

ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1968 เกตส์เข้าเรียนในระดับ 8 ที่โรงเรียนซีแอตเติลเลคไซด์ ที่นี่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่า ๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งซื้อด้วยเงินบริจาคของกลุ่มผู้ปกครอง ตอนนั้นเกตส์มีอายุได้
13 ปี  เพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของเขา  และในอนาคตได้กลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์กับเขา พอล อัลเลน เรียนอยู่ในระดับ 10 อัลเลนอายุแก่กว่าเกตส์ 2 ปี  แต่ทั้งสองสนใจในเรื่องเดียวกัน นั่นคือ คอมพิวเตอร์

มกราคม 1969 ทางโรงเรียนเริ่มเปิดหลักสูตรคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียน ทั้งเกตส์และ
อัลเลนเริ่มหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับทุกคนที่นั่นรวมทั้งครูผู้สอนด้วย ทั้งสองคนจึงต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง โดยการศึกษาจากคู่มือที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เท่าที่จะหาได้ พวกเขาใช้เวลาเป็นวัน ๆ หมดไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

หลังจากเวลาผ่านไป 6 เดือน ทางโรงเรียนได้ขอให้พ่อแม่ของเกตส์และอัลเลนช่วยจ่ายค่าเช่าเวลาในการใช้คอมพิวเตอร์ เพราะทั้งสองคนใช้คอมพิวเตอร์เกินเวลาที่ทางโรงเรียนกำหนดไปมาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาทั้งสองคนจึงถูกควบคุมเวลาในการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่าง
เข้มงวด  แม้ว่าจะมีอุปสรรคแต่ความสนใจในคอมพิวเตอร์ของคนทั้งสองยังไม่ได้ลดลงเลย ซึ่งในไม่ช้าพวกเขาก็ค้นพบสถานที่ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างไม่จำกัดเวลา

 

 

โดยการที่เกตส์และอัลเลนได้เข้าไปแนะนำตัวเองและตกลงเซ็นสัญญากับทางบริษัท CCC (Computer Center Corporation) ซึ่งมีข้อตกลงว่าทั้งเกตส์และอัลเลนจะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้มากเท่าที่เขาทั้งสองต้องการ โดยแลกเปลี่ยนกับการที่เขาทั้งสองจะต้องบอกรายละเอียดเกี่ยวกับบั๊กที่เกิดขึ้นในเครื่อง PDP-10 ให้กับทาง CCC ซึ่งทาง CCC จะได้รายงานมันให้กับทางดิจิตอลเพื่อจะได้ไม่ต้องชำระเงินค่าเครื่องคอมพิวเตอร์

ในปี 1971 อัลเลนเข้าเรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ส่วนในปี 1973 เกตส์เข้าเรียนต่อทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งในเวลานี้เขาอยู่ในช่วงที่สับสน ไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรกันแน่ ปีแรกของเกตส์ที่ฮาร์วาร์ด เขาใช้นโยบายโดดเรียนให้มากที่สุดและมาเร่งเครื่องอย่างเต็มที่เมื่อใกล้ ๆ วันสอบ เขาใช้เวลาที่อยู่นอกห้องเรียนให้หมดไปกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ เพราะเขาพบว่าสิ่งที่ไพ่โป๊กเกอร์สอนเขา คือมันทำให้เขารู้ว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ แต่ละคนมีกลวิธีในการเล่นอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนการเล่นของตัวเองเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด

…บทเรียนที่เขาได้รับจากการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ในครั้งนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเกตส์มานั่งบริหารไมโครซอฟท์…

ที่ฮาร์วาร์ด เกตส์ได้รู้จักกับสตีฟ บอลล์เมอร์ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เรียนเอกทางด้านคณิตศาสตร์ โดยในภายหลังได้กลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน ทั้งสองพักอยู่ในห้องพักเดียวกันที่หอพักคูเรียร์เฮาส์ โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ทั้งคู่พยายามโดดเรียนให้มากที่สุดและทำคะแนนให้สูงที่สุด เกตส์บอกว่าวิธีการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ดีโดยเฉพาะในการทำธุรกิจ และเขาก็ไม่เคยนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ในการทำงานที่ไมโครซอฟท์เลย

…หลังจากที่เกตส์สร้างไมโครซอฟท์ขึ้น บอลล์เมอร์กลายมาเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่ง  ในความสำเร็จของไมโครซอฟท์จนกระทั่งปัจจุบัน…

Popularity: 1%





MLM หลักการของ Tree Diagram

September 2nd, 2010 by russel No comments »


MLM หลักการของ Tree Diagram

 

            สำหรับบุคคลหลายคนที่ไม่เข้ามาสู่ธุรกิจ MLM มีเหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง คือ ไม่ค่อยรู้จักใคร  ไม่รู้จะไปขายใคร  เลยคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม    คำถามนี้  ผมได้ถามเพื่อนของผมว่า  เขาคิดอย่างไร?  ซึ่งเพื่อนของผมอธิบายว่า  เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคนเยอะๆ ก็ได้ เพราะว่า เราใช้หลัก Tree Diagram ซึ่งหัวใจของมัน ก็คือ เราใช้คนรู้จักของคนรู้จักเป็นตัวขยาย ฐานลูกค้าออกไปได้เรื่อยๆ ประมาณนี้ คือ  คน 1 คนมักมีเพื่อนประมาณ 5-6 คน  เริ่มต้นที่ตัวเรา  (สมมติ เรามีเพื่อน A1-A6)

 

ตัวเรา

A1

A2

A3

A4

A5

A6

 

สมมติ A3 ซื้อสินค้าของเรา เราก็อาศัย A3 ช่วยเป็นทั้งลูกค้า และ คนขายให้  หรือเป็นคนแนะนำให้เราก็ได้ โดยที่ A3 ก็จะมีเพื่อนสนิทประมาณ 5-6 คน เช่นกัน  (สมมติ เป็น B1-B6)

 

A3

B1

B2

B3

B4

B5

B6

 

หากเราคิดแบบนี้ และลงมือ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ  ลูกค้าจะมากขึ้นจนเราดูแลไม่ไหวเลยทีเดียว  ปัญหาที่สำคัญกว่า  การไม่มีเพื่อนก็คือ   ปัญหา 3 A  มากกว่า   ซึ่ง 3A คือ Atmosphere , Attitude , Action

 

Atmosphere คือ  บรรยากาศ   ซึ่ง คนที่ขาย เลือก บรรยากาศ  หรือ เลือกจังหวะ ขายไม่เป็น ทำให้คนปิดกั้น เลยขายไม่ได้

 

Attitude คือ ทัศนคติ   ซึ่ง คนที่ขาย ยังไม่มีความมั่นใจในสินค้า ยังไม่เชื่อมั่นในบริษัท และที่แย่กว่านั้น คือ ไม่เชื่อมั่นตัวเอง ทำให้ไม่กล้าที่จะลงมือทำ

 

Action คือ  การลงมือ  ซึ่ง ปัญหาของคนที่ขายไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่ คือ ขาดความกล้า กลัวไปทุกสิ่งทุกอย่าง คิดอะไรเลยเถิดไปไกล จนไม่กล้าลงมือ  ซึ่งจริงๆ ลองลงมือทำเลย  จะได้รู้ว่า สิ่งที่เรากลัวสารพัด มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด ตัดใจลงมือทำเลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  ถ้าหากตัดใจได้  ลูกค้าไม่ต้องกังวล เพราะมันมีมาก ตามหลัก Tree Diagram ครับ ….

Popularity: 1%