4 กระบวนการออกแบบแบรนด์

July 26th, 2010 by russel No comments »


4 กระบวนการออกแบบแบรนด์

โดย โดย นายแลร์รี่ ไลท์ ประธานและซีอีโอของ Arcature บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารที่ให้คำแนะนำบริษัทเรื่องการสร้างและบริหารแบรนด์ [5-12-2006]

กระบวนการออกแบบแบรนด์มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ จินตนาการ นวัตกรรม การนำไปปฏิบัติ และการปรับปรุง ด้วย 4 ขั้นตอนเหล่านี้ เราแปลจิตวิญญาณของแบรนด์และทำให้เกิดเป็น ประสบการณ์ของลูกค้า โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา 4 ชิ้น ดังต่อไปนี้

1. จินตนาการ (Imagination) การจินตนาการ ผมหมายถึงการสร้างไอเดียแบรนด์ที่มีความสร้างสรรค์และมีความรู้เชิงลึก คุณจำเป็นต้องมีไอเดียสร้างสรรค์ก่อนที่จะโฟกัสเรื่องการพัฒนาวิธีเชิงนวัตกรรมการคิดค้นไอเดีย นั้นๆ ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะพยายามสร้างกระบวนการสร้างสรรค์ แต่คนด้านการสร้างสรรค์เป็น แหล่งทรัพยากรแห่งความสำเร็จด้านการสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่ใช่ตัวกระบวนการ วอลต์ ดิสนีย์ เป็นนักออกแบบแบรนด์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาเริ่มต้นจินตนาการไอเดียความคิด สร้างสรรค์ของสถานที่แห่งเวทมนต์ที่มีคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับทุกคน ในครอบครัว ไอเดียนี้นำไปสู่นวัตกรรมที่ถูกแปรเป็นประสบการณ์สวนสนุก นายโฮเวิร์ด ชูลทซ์ แห่งสตาร์บัคส์เป็นผู้เปลี่ยนนิยามของประสบการณ์กาแฟ เขามีไอเดียสร้างสรรค์ เขาจินตนาการ ถึงการพัฒนาประสบการณ์ที่เรียกว่า “สถานที่ที่ 3” เขากำหนดให้เป็นสถานที่ผู้คนสามารถไป พักผ่อนหย่อนใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน
2. นวัตกรรม (Innovation) นวัตกรรมแยกไอเดียสร้าง- สรรค์ออกเป็นหลายมิติ นี่คือ กระบวนการคิดค้น นวัตกรรม จำ เป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ร่วมกันตั้งแต่หัวถึงหางในองค์กร นายสตีฟ จ๊อบส์ แห่งแอปเปิล เป็นนักออกแบบแบรนด์ยอดเยี่ยม คนหนึ่ง เขาพัฒนาสินค้าที่ให้ประสบการณ์ใช้งานง่ายและผ่านการออกแบบแบรนด์ วันนี้เมื่อคุณเดินเข้าไปในแอปเปิลสโตร์ เท่ากับว่าคุณก้าวเข้าไปในประสบการณ์แบรนด์ ไอพอดเป็นมากกว่าสินค้า เป็นเหมือนคำกล่าวด้านไลฟ์สไตล์ TravelPro ออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ คอนเซ็ปต์นวัตกรรมของการทำให้กระเป๋าเดินทางเอียง ใส่ล้อและเพิ่มความ ยาวของที่จับเป็นประดิษฐกรรมของสินค้าประเภทกระเป๋าเดินทาง นี่คือนวัตกรรมการออกแบบแบรนด์ที่ยอดเยี่ยม

3. การนำไปปฏิบัติ (Operationalization) เราหมายถึงการนำคอนเซ็ปต์นวัตกรรมไปปฏิบัติใช้จริง โธมัส เอดิสันเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ในใจเขา จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำ ไปผลิตและใช้งานได้จริง ไอเดียของหลอดไฟไม่ใช่ของใหม่เพียงแต่ไม่ มีใครพัฒนาให้ใช้ได้สำหรับครัวเรือน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเอดิสันคือการพัฒนาไม่ใช่แค่หลอดไฟ ที่ปลอดภัยและประหยัดแต่ยังสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมดด้วย ในเดือนกันยายน 1882 โรงงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกที่ ตั้งอยู่บนถนน Pearl Street เริ่มดำเนินการ โธมัส เอดิสัน ทำให้การ ผลิตไฟฟ้าใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติและ Edison Electric ถูกเปลี่ยน ชื่อเป็น General Electric ในเวลาต่อมา นายฮาวาร์ด ชูลท์ซ ทำให้ประสบการณ์แบรนด์กาแฟหรูของ “สถานที่ที่สาม” เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย โดยสถานที่ที่สามนี้ จะได้ไปแทนที่ร้านกาแฟหลายพันแห่ง ซัมซุงก็เป็นอีกแบรนด์ที่ สร้างวัฒนธรรมการอออกแบบที่ขับเคลื่อนโดยตลาดและนวัตกรรม ที่นำไปใช้ได้จริง
4. การปรับปรุง (Renovation) สินค้ามีวงจรอายุแต่แบรนด์อยู่ได้ตลอดไป การปรับปรุง คือการ ปรับปรุงนวัตกรรมอยู่เสมอ นี่คือวิธีที่เราเอาชนะวงจรแบรนด์ เมื่อ แอนดี้ โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล เคยกล่าวว่า “มีเพียง คนที่วิตกจริตเท่านั้นที่อยู่รอด” แพ็กเกจจิ้งที่มีการออกแบบแบรนด์ เป็นวิธีการหนึ่งในการปรับปรุงใหม่ ครีมนวดผมลอรีอัลถูกบรรจุดใน แพ็กเกจขวดที่มีฝาเปิดอยู่ด้านล่าง ซอสมะเขือเทศไฮนซ์ใช้ขวดแบบ เดียวกัน โตโยต้าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทที่ปรับปรุงนวัตกรรมอยู่เสมอ กล่าวคือบริษัทไม่เคยหยุดคิดหาทางที่ทำให้สินค้าดีขึ้น ในไม่ช้าโตโยต้าจะกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก บางครั้งการปรับปรุงนำไปสู่การฟื้นฟูแบรนด์ด้วย เช่น เมนูสลัดไก่ซีซาร์ที่แมคโดนัลด์ นี่ไม่ใช่นวัตกรรมสินค้าแต่เป็นการ ช่วยปรับปรุงแบรนด์แมคโดนัลด์ ผู้ที่คิดว่าการเป็นคนแรกในตลาดจะรับประกันความสำเร็จพึงระวังไว้ เกิดอะไรขึ้นกับ Visicalc, Thermofax, Diners Club, Woolworth ความได้เปรียบของการเป็นผู้บุกเบิกจะหายไปเมื่อคุณไม่ได้คิดค้นนวัตกรรมและปรับปรุง อยู่เสมอ

Popularity: 1%





Brand Design อาวุธธุรกิจยุคใหม่ ความสำเร็จของแบรนด์ดีไซน์ผ่าน 6 สัมผัส

July 25th, 2010 by russel No comments »


Brand Design อาวุธธุรกิจยุคใหม่ ความสำเร็จของแบรนด์ดีไซน์ผ่าน 6 สัมผัส

โดย บิสิเนสไทย [5-12-2006]

วิเคราะห์กลยุทธ์ระดับประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ของแบรนด์ดัง ที่สร้างความสำเร็จให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยการบริหารแบรนด์และออกแบบแบรนด์ ควบคู่กันไปตั้งแต่เริ่มกระบวนการด้านการตลาด ใช้ประสบการณ์แบรนด์เชื่อมโยง ด้านอารมณ์กับผู้บริโภคให้แนบแน่น โดยผ่านกระบวนการออกแบบแบรนด์ 4 ขั้น Imagination, Innovation, Operationalization และ Renovation

เรื่องราวของการตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 1931 ที่นายเนล แมคเอลรอย เขียนบันทึกเรื่องการริเริ่มกฎการบริหารแบรนด์ ที่พรอคเตอร์แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) ด้วยการบริหารแบรนด์ จุดเด่นและ คุณสมบัติของแบรนด์จะโดดเด่นออกมาจากแบรนด์อื่นๆ จนถึงวันนี้เราได้ตระหนักว่า แบรนด์เป็นมากกว่าจุดเด่นและคุณสมบัติ การใช้งาน เราอาศัยอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจแบบประสบการณ์” เมื่อมี คนถามผมว่า แบรนด์คืออะไร ผมตอบว่า แบรนด์คือคำสัญญาเรื่องประสบการณ์ ที่แตกต่างและเกี่ยวข้องกับลูกค้า
เนื่องจากแบรนด์คือคำสัญญาแห่งประสบการณ์ จึงมีการเปลี่ยนแปลง ระหว่างกฎที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่สัมผัสได้อย่างที่เคยเป็นมา การบริหารจัดการ แบรนด์นำไปสู่ทิศทางแห่งคอนเซ็ปต์ใหม่ซึ่งก็คือการออกแบบแบรนด์ ไอเดีย ของการบริหารจัดการแบรนด์เกิดใหม่และการบริหารการออกแบบหรือดีไซน์ ได้รับการพัฒนาในทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี คนด้านการตลาดหลายคนยังใช้การออกแบบเพื่อการอธิบาย ส่วนประกอบที่จับต้องได้ของแบรนด์ เช่น การออกแบบโลโก้ หรือภาพกราฟิก ของแบรนด์ เช่น แพ็กเกจ การออกแบบแบรนด์ไม่เหมือนการออกแบบสไตล์ การออกแบบสไตล์คือการกำหนดสไตล์เฉพาะหรือการกำหนดแนวทางหรือ โทน
แต่กระนั้น การระบุว่าสิ่งใดที่ถูก 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นเป็นไปตาม นั้น การออกแบบสไตล์ของแบรนด์ส่งผล ในรูปของการพัฒนาแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ได้ มีความแตกต่าง เช่น ฟอร์ด ทอรัส หรือ เมอร์คูรี่ เซเบิล
สำหรับกรณีดังกล่าว การออกแบบ สไตล์แบรนด์คือ การใส่สไตล์อย่างไม่มี ระเบียบ กล่าวคือการออกแบบรถยนต์เบสิก แบบเดิมโดยใส่สไตล์ใหม่เล็กน้อยเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่การสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ แต่คือการตกแต่งสินค้าซึ่งนำไปสู่การกลืน เป็นเนื้อเดียวกันของแบรนด์ การออกแบบแบรนด์แท้จริงแล้วมี ความหมายมากกว่าแค่ตัดสินว่าใส่สไตล์ ใดให้สินค้า การออกแบบแบรนด์หมายถึง การออกแบบประสบการณ์แบรนด์ใน สินค้าหรือบริการ ไม่ใช่การใส่สไตล์เข้าไป ในสินค้าหรือบริการ นักออกแบบจะพูด เรื่องพลังของการออกแบบที่ช่วยสร้างการ เชื่อมต่อกับผู้บริโภค แต่การบริหารแบรนด์ และจุดมุ่งหมายจะต้องรวมเข้าด้วยกันใน กระบวนการออกแบบ
การออกแบบแบรนด์คือ เรื่องของ แนวทางนวัตกรรมในการออกแบบสร้าง- สรรค์เพื่อสร้างความแตกต่างให้ประสบ การณ์ของแบรนด์ การออกแบบแบรนด์ เป็นการใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปใน ความรู้เชิงลึกที่มีอยู่ และจินตนาการ เพื่อ สร้างการออกแบบนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ประสบการณ์แบรนด์ที่แตกต่าง การบริหารจัดการแบรนด์และการ บริหารการออกแบบจำเป็นต้องรวมเป็น คอนเซ็ปต์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น American Girl เป็นตัวอย่างของประสบการณ์เรียนรู้ การออกแบบแบรนด์ที่ดี ไอเดียของแบรนด์ คือครอบครัว มิตรภาพและความรู้สึก มีความสำคัญในปัจจุบันเหมือนในอดีต ดีไซน์ผ่าน 6 สัมผัส ถึงแม้เราจะเดินตามขั้นตอนการออกแบบ 4 ขั้นตอน คือ จินตนาการ นวัตกรรม การนำไปปฏิบัติ และการปรับปรุง แต่นั่น เป็นการแนะแนวทางเริ่มต้นสำหรับบริษัท ของคุณ อย่างไรก็ดีคุณต้องดำเนินการ ขั้นต่อไป
นายมาร์ติน ลินด์สตรอม ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการแบรนดิ้งชาวเดนมาร์กอธิบายไว้ว่า ลูกค้าจะได้ประสบการณ์แบรนด์ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การดึงดูดประสาท สัมผัสหนึ่งหรือมากกว่านั้น แบรนด์จะต้อง มีการเชื่อมต่อด้านอารมณ์ที่แข็งแกร่งและ เป็นความสัมพันธ์ระยะยาว โรงแรม Starwood Hotels กำ ลัง ออกแบบประสบการณ์แบรนด์ที่สัมผัสได้ ด้วยประสาทสัมผัสหลายอย่างเพื่อช่วย สร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์ในเครือ (ได้แก่ Sheraton, Four Points by Sheraton, St. Regis, W, Westin, Le Meridian) ความจริงแล้ว Westin มีกลิ่นของตัวเอง อยู่แล้ว นั่นคือกลิ่นชาขาวเพื่อบ่งบอกประสบ การณ์แบรนด์สงบเงียบ
สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ก็ใช้กลิ่น นํ้าหอมพิเศษที่เรียกว่า Singapore Girls หรือเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มีห้างเฉพาะเพื่อ ทำงานด้านเครื่องเสียงติดประตูรถยนต์ เพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านคุณภาพสูง ในการคิดเรื่องการออกแบบทั่วไป การใช้ ประสาทสัมผัสมากกว่า 1 อย่าง หมายถึง การออกแบบให้ดึงดูดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ วัฒนธรรมจีนรู้ว่าคนเรามีประสาทสัมผัส 6 อย่าง ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และจิตใจ
บริษัทรีสอร์ตจากเอเชียอย่าง Six Senses Spas มีภารกิจในการส่งมอบประสบการณ์ แตกต่างและน่าจดจำที่ดึงดูดประสาทสัมผัส ทั้ง 6 อย่าง เหมือนอย่างที่พวกเขากล่าวว่า “ความแตกต่างของเราคือการสรรหาความ สมดุลของประสาทสัมผัสทั้งหมด” ความแตกต่างของแบรนด์ถูกกำหนด โดยความเกี่ยวข้องระหว่างกันของประสาท
สัมผัสทั้ง 6 แนวทาง ประสาทสัมผัสทั้ง 6 กำหนดความเป็นจริงของการออกแบบ แบรนด์
ประสาทสัมผัสทางกายทั้ง 5 อย่าง คือ แนวทางที่เราออกแบบประสบการณ์แบรนด์ ทางกายภาพ ส่วนประสาทสัมผัสที่ 6 หรือ จิตใจนั้นคือที่ที่อยู่ของแบรนด์ ประสาทสัมผัสที่ 6 จึงหมายถึงการ รับรู้ข้อมูลที่คัดเลือกแล้วผ่านประสาท สัมผัสทั้ง 5 ประสาทสัมผัส ของจิตใจคือ ประสาทสัมผัสที่ทำหน้าที่รวมทุกประสาท สัมผัสอื่นไว้ด้วยกัน
จิตใจคือที่ที่ความทรงจำ ถูกเก็บไว้ การออกแบบแบรนด์คือของการออกแบบ ประสบการณ์ประสาทสัมผัสทางกายภาพ ทั้ง 5 ของลูกค้าโดยมีคำสัญญาของแบรนด์ ประสาทสัมผัสที่ 6 ทำหน้าที่เป็นแกนกลาง ประสาน
การออกแบบแบรนด์จำเป็นต้องรวม เข้าในการศึกษาด้านการตลาด โปรแกรม MBA ต้องใส่การศึกษาเรื่องการออกแบบ เข้าไปด้วย โรงเรียนสอนออกแบบเองก็ต้อง ใส่เรื่องการศึกษาการบริหารจัดการแบรนด์ ด้วยเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน 2005 การ ประชุม International Brand Design Conference ครั้งที่ 17 ถูกจัดขึ้นในซินซิน- เนติ (บริษัทพีแอนด์จี มีสำนักงานใหญ่ ที่ซินซินเนติ) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการ บริหารจัดการแบรนด์
สาระของการประชุมเน้นว่า โลกของ การออกแบบแบรนด์ใหม่จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือในวงกว้างและเชิงลึกระหว่าง ฝ่ายการตลาด ออกแบบและพัฒนาสินค้า เราต้องละทิ้งบทบาทเก่าของการบริหาร แบรนด์ที่พัฒนากลยุทธ์ของแบรนด์และ จึงใส่กลยุทธ์ในการบริหารการออกแบบและ การพัฒนาสินค้า
การออกแบบแบรนด์จำเป็นต้องมีการ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ และนักพัฒนาสินค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ กระบวนการกลยุทธ์ การออกแบบแบรนด์หมายความว่า หน้าที่เหล่านี้จะต้องใส่เป็นกระบวนการ หนึ่ง เพื่อให้ได้เป้าหมายของการออกแบบ แนวทางนวัตกรรมเพื่อประสบการณ์แบรนด์ ที่แตกต่าง ซัมซุงเคยเป็นที่รู้จักในฐานะ ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาถูก ตอนนี้ แบรนด์กลายเป็นแบรนด์ดังระดับโลกไป แล้ว
นายคุน ฮี ลี ประธานของซัมซุงคิดว่า ในโลกที่สินค้าทุกอย่างกลายเป็นสินค้า คอมโมดิตี้ ซัมซุง จะไม่ยอมเติบโตด้วย ยอดขายและการตั้งราคาตํ่าอย่างเดียว แบรนด์จะต้องสร้างสินค้าที่มีสไตล์ดิจิตอล พรีเมียมที่จะกระตุ้นอารมณ์ของลูกค้าด้วย การออกแบบที่หรูหราเน้นคนเป็นศูนย์กลาง นายลีทำนายอนาคตไว้ว่า ซัมซุงจะใช้การ ออกแบบเป็นอาวุธทางการแข่งขัน และใช้เพื่อ เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตรายหนึ่งเป็นผู้ผลิต นวัตกรรมระดับโลก
พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิลคิดค้นการ บริหารจัดการแบรนด์ขึ้นมา และตอนนี้ บริษัทฯ กำลังคิดค้นขึ้นใหม่ นายเอ จี แลฟลีย์ ประธานของพีแอนด์จี ตระหนักว่าประสบ การณ์ของการออกแบบแบรนด์ไม่ได้มีความ สำคัญแค่ตัวสินค้าความงามเท่านั้น แต่ยัง รวมถึงสินค้าเครื่องใช้ในบ้านและสินค้าสำหรับ ผู้บริโภคที่ปกติขาดการพิถีพิถันด้านการ ออกแบบ
เขากล่าวไว้ว่า “ผมต้องการให้พีแอนด์จี เป็นบริษัทออกแบบสำหรับผู้บริโภคอันดับ 1 เพื่อที่เราจะสามารถทำให้ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของกลยุทธ์ของเรา เราต้องทำให้เป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการนวัตกรรม ในโลกปัจจุบันที่แบรนด์เป็นคำสัญญา ของประสบการณ์หลายมิติ การออกแบบ แบรนด์จะเป็นตัวสร้างความแตกต่างที่ดี กระบวนการบริหารการออกแบบแบรนด์ ทำให้แน่ใจว่าด้วยประสบการณ์ของแต่ละ แบรนด์ที่มีจะตอกยํ้าคำสัญญาของแบรนด์ เสริมความภักดีในแบรนด์และยกระดับ คุณค่าของแบรนด์

Popularity: 1%





พลิกกลยุทธ์ การจัดการทำแผนธุรกิจ

July 24th, 2010 by russel No comments »


พลิกกลยุทธ์ การจัดการทำแผนธุรกิจ

โดย บิสิเนสไทย [25-3-2008]

“บิสิเนสไทย”นำสาระที่ได้จากการจัดสัมมนา Smart Business Day ที่จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ร่วมกับหนังสือพิมพ์บิสิเนสไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาเสนอต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว โดยนายรัชกฤช คล่องพยาบาล ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน ฝ่ายประสานงานและบริการ SMEs ของ สสว. บรรยายในหัวข้อ “พลิกกลยุทธ์ การจัดทำแผนธุรกิจ” โดยสรุปดังนี้

การใช้แผนทำธุรกิจการไปกู้เงิน การจัดการทำแผนทางธุรกิจโดยการทำเป็นเรื่องราวของธุรกิจ โดยการเขียนแผนเป็นเอกสาร และส่วนใหญ่มีการนำเสนอไปยังบุคคลภายนอก การทำแผนธุรกิจไม่มีใครสามารถรู้ได้เท่ากับตัวเอง
ก่อนการเขียนแผน ต้องมีเหตุผลการเขียนแผน ใครเป็นคนอ่านแผน และทำเพื่ออะไร วัตถุประสงค์หลักการกู้เงินต้องมีความเหมาะสมสำหรับธุรกิจและสามารถนำเงินส่งคืนได้ให้กับธนาคารที่ให้กู้เงินหรือไม่ การกู้เงินมาจะเป็นการปรับทุนทางด้านการตลาดและการพัฒนาธุรกิจต่างๆ ดังนั้น ประเด็นการให้กู้เงินต้องรู้ประเด็นการใช้เงิน
การเขียนกู้เงินไม่ควรคำนึงถึงการใช้คู่มือ เพราะการใช้คู่มือไม่สามารถช่วยอะไรได้ ต้องมีการเขียนที่เน้นที่ว่าใครเป็นคนอ่าน ทำไปเพื่ออะไร การทำแผนธุรกิจ มี 2 อย่างมี A คือการให้ยืนกู้เงินแล้วผ่านการให้กู้เงิน F คือการยื่นไม่ผ่าน
ปัจจัย 7 C ทำแผนธุรกิจ
การทำธุรกิจมีปัจจัยที่เป็นตัว C ที่สำคัญ 7 ประการ คือ

Cที่ 1 คือ Communicate เป็นการเขียนที่อ่านแล้วเข้าใจรู้เรื่อง สามารถสื่อสารแล้วเข้าใจ สื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับแผนที่ทำ

Cที่ 2 คือ Commercial มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ บางครั้งยังไม่รู้ว่าจะทำในเชิงพาณิชย์อย่างไร บ่อยครั้งที่ได้ยินไอเดียไม่เคยมีมาในโลก ในประเทศไทย แล้วยังไง ถ้าทำแล้วมันดีอย่างไร ต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้

สิ่งหนึ่งเวลาทำแผนธุรกิจ ต้องรู้ว่าคุณทำธุรกิจเพื่ออะไร เพื่อรายได้ หรือ กำไร คุณหวังจะมีรายได้ แล้วรายได้จะมาจากตรงไหน รายได้จะมาจากตรงไหน จะมีตลาดไหม จะมีลูกค้าไหม

C ที่ 3 คือ Competitive หรือ การแข่งขัน คุณจะไปแข่งกับธุรกิจที่มีอยู่แล้วในตลาดอย่างไร เราพยายามเน้น ทั้งกลยุทธ์ ความแตกต่าง โฟกัสเฉพาะกลุ่ม หรือ อะไรก็ตาม ประเด็นก็คือ คุณจะทำตามชาวบ้านก็ได้ แต่คุณจะไปแข่งกับเจ้าตลาดอย่างไร ที่ไปลอกเลียนแบบมา หรือ จะไปแข่งกับธุรกิจที่เหนือกว่าเราได้อย่างไร

การที่คุณบอกว่าแข่งกับเขาได้ แสดงว่าคุณจะมีรายได้จากความสามารถในการแข่งขัน อย่างน้อยจะไม่ถูกชาวบ้านเขาอัด หรือ จะปกป้องตัวเองได้อย่างไร

C ที่ 4 คำว่า Correct หรือถูกต้อง ถ้าเป็นตัวเลข บวกลบ คูณหาร ต้องมีผลลัพธ์ถูกต้อง เราเคยเจอแผนธุรกิจที่มีกำไรมหาศาล แล้วผู้ประกอบการยืนยันว่าผลประกอบการเขาดี แจ๋ว หรือว่าเป็นเพราะคุณเติมศูนย์เกินมาตัวหนึ่งหรือเปล่า ตรงรายได้ พอเกินเลยกระโดดมา แล้วคุณส่งมา ถ้าผมอ่านแผนแล้วพบเป็นอย่างไร ถ้าคุณยังไม่เช็ค ทั้งที่เป็นสาระสำคัญ ตัวเลขพวกนี้ นั่นคือ คำว่าถูกต้อง

C ที่ 5 คือ คำว่า Clear จะต้องบอกว่า มีใครมีทุนจดทะเบียนเท่าไร เปิดร้านที่ไหน มีผู้ถือหุ้นเป็นใคร สินค้าบริการคือ อะไร มีรายได้ มีแผนการตลาดอย่างไร ต้องเขียนอย่างนี้จึงจะเรียกว่า เคลียร์ อย่างน้อยต้องอ่านแล้วรู้ว่ามีบริหารจัดการอย่างไร ไม่ต้องมาตอบคำถามว่า จะผลิตอย่างเดียว ไม่ขายใช่ไหม
หรืออย่างไร ผมดูบางตัวบอกบริการ ตกลง คุณไปรับจ้างเขาผลิตด้วยหรือเปล่า อย่างนี้เรียกว่าไม่เคลียร์

ทั้ง 5 อย่าง ถ้าทำได้ดีแค่ C แรก คนอ่านจะตัดสินใจได้ คือ หนึ่งธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโต หรือเปล่า 2 ธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ น่าสนับสนุนหรือไม่

C ที่ 6 คือ คำว่า Complete หรือสมบูรณ์ มาจากที่ว่า หนึ่งเข้าใจโครงสร้างประเด็นธุรกิจ มีการเรียงลำดับอย่างถูกต้อง บอกเรื่องภาวะตลาด อุตสาหกรรม บอกส่วนแบ่งตลาด บอกวิเคราะห์เป้าหมาย บอกกำหนดกลยุทธ์ ไล่ตามหัวข้อที่สมบูรณ์ของโครงสร้างธุรกิจ ถ้ามี 6 C ครบถ้วนจะไปอยู่ ที่ C ต่อไป
C ที่ 7 นั่นก็คือ Convince หมายถึง น่าเชื่อถือ แผนธุรกิจเวลาคนอ่าน ไม่ได้อ่านเอามัน หรือ อ่านนวนิยาย คนอ่านถือเป็นภาระ ใช่ไม่ใช่ จริงไม่จริง ดังนั้นคุณต้องเขียนให้น่าเชื่อถือ และต้องอธิบายเหตุผล

ถ้าคุณเขียนได้ตาม 7 C ผมคิดว่าคุณจะได้แผนธุรกิจที่ดี โอกาสก็จะมีมากขึ้น ปัญหาคือ จะเรียงลำดับ และหาอธิบายให้ชัดเจนได้อย่างไร
วิธีวิเคราะห์ว่าธุรกิจไปรอด?

เราจะวิเคราะห์ธุรกิจอย่างไร ว่าเป็นไปได้หรือไม่ได้ จะต้องดูประมาณ 6 เรื่อง ๆ แรกคือ การตลาด ว่าขายได้หรือไม่ได้ มีตลาด มีลูกค้าหรือเปล่า ต่อมาเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการ มีความสามารถพอที่จะจัดการธุรกิจได้หรือไม่

สมัยแรกๆ คุณมานิต รัตนสุวรรณ (นักการตลาดชื่อดัง) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จจะต้อง ประกอบด้วย ตาถึง มือถึง ใจถึง เงินถึง 4 ถึงคือ องค์ประกอบในแง่ของผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จ

ตาถึง รู้ว่าต้องทำอะไร ใจถึงรู้ว่าทำแล้ว กล้าทำหรือเปล่า รู้ว่าจะทำอะไร มือถึง บริหารจัดการเป็นไหม เงินถึงหรือเปล่า ที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถ้าคุณมีไม่ครบ 4 ไปไม่ค่อยรอด

การผลิต และการบริการ เป็นเรื่องของกฎหมายเสียมาก เทคโนโลยี ไล่ตามทันกันหมด แต่ปัญหาเป็นเรื่องของการตลาดเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องการผลิตและการบริการ สำหรับผู้ประกอบการไทยไม่ค่อยแตกต่างกันนัก เพราะเทคโนโลยีไล่กันทัน

ต่อมา คือ เรื่องการเงิน เช่น การวัดค่าต่างๆ เช่น กำไร ที่สำคัญ ปัจจุบัน กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ เป็นสิ่งที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ทำให้เกิดกับตัวผู้ประกอบการค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะมาตรฐานต่างๆ ระเบียบสังคม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยเฉพาะหมวดของคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ทำให้เงินลงทุน หรือ กู้เงิน จะมีวงเงินสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผ่านมาตรฐานเหล่านี้

ถัดมาเริ่มทำแผน จากตัวคุณเอง ควรจะมีอะไรบ้าง หรือจากคนที่เขาอ่านต้องการอะไรบ้าง เริ่มต้นถ้าคุณอยากทำแผน เข้าใจโครงสร้างรูปแบบการจัดทำแผนธุรกิจ ต้องไปหารูปแบบการจัดทำแผนธุรกิจก่อน เช่นจาก เว็บไซต์สสว.(www.sme.go.th) หรือไปซื้อหนังสือก็ได้ ถ้าเป็นภาษาไทยมีอยู่หลายเล่ม เช่น คู่มือการเขียนแผนธุรกิจแบบง่าย หรือการเขียนแผนธุรกิจสำหรับผู้เริ่มต้น เป็นต้น

แผนธุรกิจที่ทำไป จะต้องมีความเป็นไปได้ สอดคล้องกับความเป็นจริง ถ้าทำแบบนี้แล้วจะได้อะไรกลับมา ต้นทุนลดลง นั่นคือ ทักษะ หรือกลยุทธ์ของแผน

ประเด็นคือ เวลาเราทำแผน ไม่ใช่ว่าคิดของขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เพราะแหล่งข้อมูลธุรกิจจะอยู่กับตัวบุคคลอยู่แล้ว เช่น ชื่อบริษัท ,ตัวผู้ถือหุ้น ,จำนวนพนักงาน ค่าจ้างแรงงาน ค่าใช้จ่ายสารพัด จะมีสินค้าอะไรรู้อยู่แล้ว ไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาใหม่

การทำแผนธุรกิจต้องรู้ขั้นตอนการทำธุรกิจ ต้องรู้เรื่องกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งข้อ ข้อจำกัดของธุรกิจและข้อแตกต่าง เรื่องหมวดอาหาร เช่น ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ ข้อแตกต่างคือ ก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ สามารถกินตอนเช้าได้แต่ส้มตำตอนเช้าไม่ค่อยมีคนกิน ต้องดูเวลาการเปิดร้าน

การทำธุรกิจมีการลงทุนแบบไม่เท่ากัน และมีโครงสร้างการลงทุนที่แตกต่างกัน โครงสร้างเป็นอย่างไร การลงทุน เวลายื่นแผนธุรกิจ เราต้องรู้การใช้เงิน อาทิ การทำแผนธุรกิจขอเงินกู้ 10ล้านบาท เมื่อธนาคารกู้เงินถามการกู้เงิน 10 ล้านบาท นำเงินไปทำอะไรต้องสามารถบอกการนำเงินไปใช้ได้ ไม่ใช่การเดาเอา เพราะธนาคารไม่ใช่เพื่อนของคุณที่ต้องพูดแบบนั้นไป

แจงรายละเอียดผลิตภัณฑ์สำคัญ

ผลิตภัณฑ์สินค้า รายละเอียดของเรื่องผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการเป็นส่วนที่อยู่ในแผน ประเด็นนี้ยากมากที่สุดถ้าเขียนแผนธุรกิจแต่ไม่สามารถให้รายละเอียดสินค้าและบริการของตัวเองได้ อาจทำโดยการใช้ภาพ เพราะภาพบางภาพสามารถแทนคำพูดได้ การใช้วิธีนี้ง่ายกว่าการเขียนรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ
ถ้ามีคนต้องการอยากรู้รายละเอียดผลิตภัณฑ์ หรือบริการ คือ เขาต้องการจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการของคุณมีอะไรบ้าง มีกี่แบบ ตั้งราคาไว้เท่าไหร่ มีกี่รุ่น มีสีอะไร มีเงื่อนไขการขายเช่น ซื้อร้อยชิ้นลด 5% ซื้อแล้วมีเครดิตทางการค้า
คือให้รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆทางการค้าและกิจกรรมการตลาดที่มีการเติบโตจากการขายสินค้าและบริการ ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการสามารถให้ลูกข่ายเข้าไปช่วยได้ จะเป็นเรื่องการวิเคราะห์ตลาดในปัจจุบัน ประเด็นนี้บางคนไม่รู้ว่าทำไมต้องใส่ข้อมูลเข้ามา จริงๆ แล้วเป็นการใส่รายละเอียดของการวิเคราะห์ตลาด ว่าตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร อุตสาหกรรมตอนนี้เป็นอย่างไร
แต่รายละเอียดเหล่านี้คุณไม่ได้วิเคราะห์หรือสร้างขึ้นเอง เราสามารถไปดูข้อมูลที่มีอยู่โดยเฉพาะจากหน่วยงานของรัฐ เช่น เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจะมีข้อมูลดัชนีทางเศรษฐกิจ ดัชนีการพาณิชย์ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป็นข้อมูลโดยตรง อย่างน้อยก็จะได้รู้แนวโน้มว่าเป็นอย่างไร
ผู้ประกอบการจะต้องไม่ละเลยในเรื่องการเรียนรู้และติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา จะต้องรู้ว่ามีอะไรใหม่ ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีในประเทศไทย คุณมาเริ่มต้นธุรกิจนี้ คุณจะทำให้คนอื่นรู้จักผลิตภัณฑ์ หรือบริการตัวนี้ได้อย่างไร คุณคิดว่าคุณจะใช้การเงินในการลงทุนทางการตลาดเท่าไหร่
นี่คือคำถามง่าย ถ้าคุณตอบคำถามนี้ได้แผนธุรกิจของคุณก็เกิดประโยชน์ ของดีไม่จำเป็นต้องขายได้ ของขายได้ไม่จำเป็นต้องดี แต่ถ้าคุณบอกว่านวัตกรรมของคุณเป็นของดี ผู้ประกอบการไทยส่วนมาก ผลิตของได้แต่ขายไม่ค่อยเป็น ประเด็นนี้ค่อนข้างน่าห่วงจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ แต่เราก็ต้องพัฒนากันต่อไป
ต้องรู้เขารู้เรา
ที่สำคัญคือ คุณต้องรู้เรื่องคู่แข่งด้วย ว่ามีธุรกิจอะไรที่อยู่ใกล้ๆ กันกับเรา เขาตั้งราคาขายอย่างไร เขามีผลิตภัณฑ์อย่างไร ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้คุณจะต้องระบุเอาไว้อย่างไร เมื่อคุณรู้ข้อมูลคู่แข่งคุณต้องบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณดีกว่าหรือด้อยกว่าหรือแตกต่างหรือเหมือนกันหมด ถ้าเหมือนกันคุณจะใช้วิธีอะไรจัดการตลาดเช่นถ้าผลิตภัณฑ์เหมือนกันคุณก็อาจจะปรับในเรื่องของราคาที่ต่ำกว่านี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
แผนบริหารจัดการจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนธุรกิจ รูปแบบจัดตั้งธุรกิจเหมาะสม ธุรกิจคุณควรจะจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดหรือเป็นรานค้าธรรมดา เช่น สมมติคุณทำธุรกิจแค่หนึ่งแสนบาทก็ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นบริษัทเป็นบุคคลธรรมดาแค่จดทะเบียนพาณิชย์ธรรมดาก็ได้ แต่ถ้าเป็นสิบล้านก็อาจเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด พอขึ้นร้อยล้านก็มีรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเลือก เช่นทำธุรกิจส่งออกอาจตั้งเป็นบริษัทจำกัดให้มันเหมาะสมกับธุรกิจ
การมีโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสม คือมีคน มีหน้าที่รับผิดชอบภายในองค์กรทั้งหมด นี่ก็เป็นการเตรียมการของธุรกิจเช่นกัน เขาก็ต้องการรู้ว่าใคร บริหารจัดการอย่างไร ธุรกิจจะดำเนินการด้วยคน ในธุรกิจบางธุรกิจจะต้องมีจำนวนคนอยู่ในธุรกิจ
เมื่อดูจำนวนแล้วก็ต้องมาดูเรื่องของเงินเดือน เพราะเงินเดือนจะบอกถึงความสามารถของตัวพนักงาน เราจะต้องดูว่ามีคนกี่คนอยู่ในองค์กร ดูอัตราเงินเดือนหารเฉลี่ยต่อคน คำว่าเหมาะสมขึ้นอยู่กับธุรกิจการกำหนดเป้าหมายคือการทำแผนธุรกิจจะพูดถึงอนาคต
แผนการตลาดมักจะพูดว่าทุกอย่างที่ทำจะต้องใช้เงินทั้งนั้นคุณลองคำนวณดูว่าสิ่งที่คุณจะทำต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพราะเงินมีจำกัด มีแค่ก้อนเล็กก้อนใหญ่ บางคนคิดว่ากลยุทธ์การตลาดค่อนข้างยากแต่จริงๆ
หัวใจหลักของกลยุทธ์การตลาดคุณต่อลูกค้าเข้ามาให้ได้ ถ้าบอกลักษณะของคนที่จะมาเป็นลูกค้าของคุณได้เมื่อคุณรู้ว่าคุณจะขายใครด้วยการตั้งลูกค้าเป้าหมาย กลยุทธ์การตลาดจะมาอย่างอัตโนมัติอาจจะเป็นการส่งเสริมการตลาดอย่างเช่นการสร้างภาพลักษณ์

Popularity: 2%